MSITBlog

ถ้าเราไม่ควบคุมมัน มันก็จะเข้ามาควบคุมเรา

ผมไม่ได้เขียนบล็อกมาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้ผู้อ่านได้อ่านเรื่องใหม่ ๆ กันบ้าง … เพราะถ้าผมเขียนสัปดาห์ละ 3 บล็อกเหมือนที่ผ่านมา เดี๋ยวบล็อกใหม่ ๆ ที่ผมเขียนมันจะดันบล็อกที่นักศึกษาเขาเขียนตกลงไปอยู่หน้าหลัง ทำให้มองไม่เห็นและไม่ได้อ่านกัน

บล็อกที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ มันมักจะลุกขึ้นมาเล่นงานเราในภายหลัง และได้แสดงรูปเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเอาไว้ตามรูปด้านล่าง

จากรูปเราจะเห็นว่า ถ้ากระบวนการ D ซึ่งทำหน้าที่แปรรูป Input ให้เป็น Output ได้อย่างถูกต้องแล้ว ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะต้องเป็นปัจจัยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเราทั้งสิ้น (หมายถึงเราต้องสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด) ถ้าเกิดมีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ (หรือ ไม่ได้ควบคุม) เกิดลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ มันก็จะทำให้ Output ของเราเปลี่ยนแปลงไปจากที่ควรจะเป็นทันที

ผมขอยกตัวอย่างการออกแบบกระบวนการทำงานในโรงงานดังรูปด้านล่าง เวลาเราออกแบบกระบวนการหนึ่ง ๆ มันจะมีกลุ่มของปัจจัยหลายกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วย Material (หรือ วัสดุใด ๆ ที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ เช่น วัตถุดิบ เอกสาร ข้อมูล) Machine (หรือ เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ช่วยในการทำงาน) Measurement (หรือ วิธีการวัดให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ ดังนั้น Measurement เราจึงมองในเชิงของข้อมูลที่ได้ออกมาจากกระบวนการเป็นหลัก) Man (หรือ พนักงานที่ทำงานในกระบวนการนั้น ๆ เราจะมองไปที่ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องการ เช่น ความใส่ใจ ความละเอียดรอบคอบ) Method (หรือ วิธีการทำงานของพนักงานที่ต้องทำงานในกระบวนการนั้น ๆ) และ Mother Nature (หรือ สภาพแวดล้อมในการทำงานนั้น ๆ เช่น แรงดันไฟฟ้า แรงลม ความเข้มของแสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น)    

Continue reading
  2757 Hits
  0 Comments
2757 Hits
0 Comments

ระบบของผมมันแย่ …

วันก่อนผมได้ไปนั่งกินข้าวกับเพื่อนผู้ซึ่งยังทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ระหว่างกินกันไปก็คุยกันไป … เรื่องที่คุยกันก็เรื่อยเปื่อยตามประสาคนแก่แหละครับ … เรื่องครอบครัวบ้าง เรื่องอดีตเก่า ๆ บ้าง เรื่องการงานบ้าง ก็ว่ากันไป

ในเรื่องการงานนั้น เขาเล่าให้ฟังว่า มีระบบระบบหนึ่งภายใต้การดูแลของเขา มันไม่ดีเอาเลย … พอเขาเล่าจบ ผมก็บอกว่า ก็ไล่ Process ที่ไม่ดีออกไปซีวะ … แล้วต่างคนก็ต่างหัวเราะ เพราะต่างคนต่างรู้นัยของความหมายนี้

ผมจะอธิบายให้ฟัง ว่ากันแบบง่าย ๆ เร็ว ๆ ก็คือ กระบวนการหนึ่ง ๆ (เช่น Process A) ก็คือ การเปลี่ยนอินพุตให้เป็นเอาต์พุต

Continue reading
  315 Hits
  0 Comments
315 Hits
0 Comments

แลกเปลี่ยนมุมมอง

อีกเรื่องหนึ่งที่นักศึกษา 2-3 คนได้ยกขึ้นมาคุย คือ เรื่องหนังสือเรียน … ประเด็นของเขาน่ารักดีครับ คือ ทำไมหนังสือ Text Book ต่าง ๆ มันเยอะหน้าจัง (หรือ ยาวจัง) หาเล่มที่มันน้อยหน้า (หรือ สั้น ๆ) กว่านี้มาใช้สอนได้ไหม

เรื่องนี้โดนใจผมเหมือนกัน … ก็มีเรื่องให้คุยกันต่อ

สมัยก่อน ตอนผมเรียนนั้น หนังสือ Text Book มันก็เล่มหนา ๆ ทั้งนั้น เพราะมันมีหลายเรื่อง หลายหัวข้อที่ต้องเรียน แต่ละเรื่องก็มีการอธิบาย มีตัวอย่างเพื่อให้ผู้อ่านทำความเข้าใจ … พอยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้น หัวข้อใหม่ ๆ ก็ถูกใส่เข้าไป ส่วนหัวข้อเก่า ๆ ก็ลดเนื้อหาลงบ้างแต่ก็ยังคงมีอยู่เพื่อให้รู้เอาไว้เป็นพื้นฐาน … ยังไง ๆ มันก็ยังหนาอยู่ดีแหละครับ …

ทีนี้พอต่อมาไปได้หนังสือเรื่องเดียวกัน แต่เล่มบาง ๆ มาอ่าน ผู้เขียนเขาก็เขียนแบบสรุป ๆ พอให้เข้าใจได้ง่าย หรือ อธิบายหลักการพอให้เข้าใจแต่ไม่ลึกลงไปในรายละเอียด เพราะเป้าหมายของผู้เขียนเขาต้องการแค่นั้น ดังนั้นถ้าเราเอาหนังสือนี้มาอ่านกันในครั้งแรก มันก็ดูเหมือนง่ายและเข้าใจดี แต่มันไม่มีความลึกซึ้งในองค์ความรู้

ประเด็นก็คือ เราต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจในระดับใด … แค่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นและเข้าใจฟังก์ชันการทำงานของคอมพิวเตอร์  หรือ ใช้คอมพิวเตอร์ได้ เข้าใจฟังก์ชันต่าง ๆ จนสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมได้ ออกแบบได้ สร้างได้ … ความเข้มข้นหรือความลึกซึ้งของเนื้อหาย่อมแตกต่างกันไป ตำหรับตำราที่ใช้อ้างอิงก็ย่อมแตกต่างกันไปด้วย   

Continue reading
  176 Hits
  0 Comments
176 Hits
0 Comments

จากไม่รู้ กลายเป็นจุดอ่อน และปมด้อย

เสาร์ที่ผ่านมา ผมสอนนักศึกษาระดับ ป. ตรี เป็นคาบสุดท้ายเพราะสัปดาห์หน้าก็จะสอบกันแล้ว ดังนั้นก็มีการปิดคอร์สในเรื่องเนื้อหาที่ต้องเรียนกันไป ช่วงท้ายคาบมีเวลาเหลือสักครึ่งชั่วโมง ก็ได้มีโอกาสคุยกันในเรื่องทั่ว ๆ ไปในทำนองใครอยากจะยกเรื่องอะไรขึ้นมาคุยก็ว่ามา

มีนักศึกษาคนหนึ่งถามว่า เขาอ่อนเรื่อง ๆ หนึ่ง ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็นปมด้อยของตัวเขา ทำให้เขาเกิดความไม่มั่นใจว่าเมื่อจบออกไปแล้วเขาจะทำงานได้หรือไม่ และก็มีนักศึกษาอีก 2 – 3 คนก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ... ก็ได้คุยเรื่องนี้กันยาวทีเดียว

ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับ เพราะเมื่อเขารู้สึกไม่มั่นใจในความรู้ที่มีอยู่ในตัวเขา เมื่อไปคุยกับคนอื่นที่มีความรู้มากกว่าเขา ก็จะทำให้เขาทึกทักเอาเองว่า เขามีปมด้อยในเรื่องนั้น ทำให้ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใด ๆ … อันนี้ผมก็เข้าใจนะครับ เพราะสมัยก่อนผมก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน (ปมด้อยในที่นี้ผมหมายถึงเรื่องของความรู้นะครับ … ไม่ใช่เรื่องทางกายภาพ หรือ บุคคลิก ท่าทางใด ๆ)

ปมด้อยข้างต้น ผมว่าเราเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง … เราสร้างมันขึ้นมาบนจุดอ่อนของเรา (คือความไม่รู้) … ความไม่รู้นี้ ไม่ใช่เรื่องของ สมองทื่อ หรือ ความโง่ใด ๆ ที่เราคิดโทษตัวเราเอง … มันเป็นเรื่องของความไม่รู้ (หรือ ไม่เข้าใจ) ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากนี้

ดังนั้นถ้าเรารู้ เราเข้าใจ เรื่องนั้น ๆ จุดอ่อนก็จะหายไป ปมด้อยข้างต้นก็จะหายไปด้วยใช่ไหมครับ … เมื่อรู้อย่างนี้ เราก็สามารถเพิ่มพูนความรู้ขึ้นมาได้ เช่น หาหนังสือมาอ่าน ซักถามเพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ หรือ ผู้รู้ทั้งหลาย เป็นต้น

Continue reading
  174 Hits
  0 Comments
174 Hits
0 Comments

สงสัยจะตกยุคสมัย

เมื่อวานนี้ ผมไปหาซื้อของที่ศูนย์สรรพสินค้าแห่งหนึ่งก็ได้ไปเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขาลากผมเข้าไปนั่งคุยในวงเพื่อน ๆ ของเขาที่นั่งอยู่ในร้านขายกาแฟด้วย หลังจากสั่งกาแฟให้ผมแล้ว เขาก็แนะนำชื่อเสียงเรียงนามกันรอบวงแหละครับ ผมก็จำชื่อไม่ได้หรอกมันหลายคน แต่ก็ฟังดูเหมือนจะเป็นระดับบริหารกันทั้งนั้น

ผมก็นั่งกินกาแฟไฟ ฟังเขาคุยกันไป ก็พอจับความได้ว่า ปัจจุบันนี้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อจับสิ่งที่ทำมารวมกันมันน่าจะเป็นภาพแบบนี้ และนี่คือภาพในอนาคตขององค์กรของเขา … พูดง่าย ๆ ก็คือ รวมภาพย่อย ๆ ให้เป็นภาพรวมหรือภาพใหญ่ขึ้นมา

ผมก็รู้สึกแปลก ๆ เพราะในความคิดของผม ผู้บริหารมันต้องกำหนดภาพรวม (หรือภาพใหญ่) ขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นจึงแยกย่อยออกมา เช่น เราต้องกำหนดวิสัยทัศน์หรือภาพขององค์กรในอนคตขึ้นมาก่อน จากนั้นก็แปลมาเป็นของแผนก ของทีม อะไรแบบนี้ … แต่ที่เขาคุยกัน มันกลับทิศกัน คือ ทีมนั้นทำแบบนี้ ทีมนี้ทำแบบนั้น เมื่อรวมกันแล้วแผนกก็จะได้แบบนี้ เมื่อรวมหลาย ๆ แผนกเข้าด้วยกัน มันก็น่าจะเป็นแบบนี้ และนี่คือภาพในอนาคต

ผมก็งานกร่อยและครับ … ไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ … พอเพื่อนหันมาถามความคิดเห็นก็ได้แต่บอกว่า ไม่รู้โว๊ย ไม่เคยทำ

Continue reading
  162 Hits
  0 Comments
162 Hits
0 Comments

เสาะหาและพัฒนา

คนบางคนอาจจะมีแนวความคิดดี ๆ แล้วไม่มีโอกาสนำเสนอขึ้นมา คนบางคนก็มีจุดแข็งบางเรื่องอยู่ในตัวเขาแต่ก็ไม่มีโอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้งาน

นี่เป็นมุมมองหนึ่ง

ในขณะที่คนบางคนซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้บริหาร เอาแต่นั่งบริหารจัดการหรือประชุมอยู่แต่ในห้อง ทำการสั่งงานในเชิงการใช้รีโมตคอนโทรล (เช่น ทางโทรศัพท์ ทางอีเมล) จึงไม่มีโอกาสออกมาพบปะพูดคุยกับพนักงานของเขาเลย

นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่ง

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ คนสองกลุ่มนี้จะมีโอกาสพบปะพุดคุยกันมากน้อยเท่าใด พนักงานจะมีโอกาสนำเสนอความคิดดี ๆ ให้ผู้บริหารฟังในตอนไหน … พนักงานจะใช้จุดแข็งของเขามาช่วยพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้นได้อย่างไร … องค์กรจะพัฒนาสินทัพย์เหล่านี้ให้งอกงามขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้อย่างไร

Continue reading
  122 Hits
  0 Comments
122 Hits
0 Comments

นักฆ่านวัตกรรม

บล็อกที่แล้ว เราได้คุยกันไปในเรื่องความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมกันนิด ๆ หน่อย ๆ พอหอมปากหอมคอ … ส่วนหนึ่งก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า นวัตกรรมนั้นมักจะเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และก่อนที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ได้นั้น เราก็ต้องมองเห็นปัญหาเสียก่อน

หรือ ถ้ากล่าวให้สั้นลงก็จะได้ว่า นวัตกรรมย่อมเริ่มมาจากความคิด (ในการแก้ปัญหา) ก่อนเสมอ …

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ามันควรจะปัญหาที่ส่งผลกระทบในเรื่องใหญ่ ๆ (เช่น ส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก หรือ ความเป็น ความตาย ของบริษัท) ไม่ใช่ปัญหาแบบจุกจิก หยุมหยิม หรือ ปัญหาเฉพาะเรื่องของคนใดคนหนึ่ง … ความคิดแบบนี้ผมเรียกว่า Big Idea ก็แล้วกัน

ก็ด้วยความสดใหม่ของความคิดนี้ มันจึงยังไม่สมบูรณ์ รูปร่างยังไม่ชัดเจน และผู้นำเสนอความคิดในช่วงแรกก็มักจะเป็นเพียงแค่คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้สำเร็จ (โดยยังไม่มีการลงมือทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแต่ประการใด) … ตรงนี้มันก็เหมือนการขายฝันอยู่เหมือนกันนะครับ

จุดที่น่าสนใจมันอยู่ตรงนี้แหละครับ … ความคิดที่สดใหม่เหล่านั้นมักจะถูกฆ่าตายโดยผู้บริหารระดับสูง หรือ ผู้มีอำนาจทั้งหลายที่นั่งอยู่ในที่ประชุม (เมื่อเจ้าของความคิดเข้าไปนำเสนอ) ผ่านทางคำกล่าวที่ล้วนแล้วแต่ทำให้หมดกำลังใจ เช่น "ความคิดนี้มันห่วยแตก" หรือ "เป็นความคิดที่เหลวไหล เสียเวลาเปล่า" หรือ “ความคิดนี้ ไม่มีทางเป็นจริงได้หรอก เชื่อผมเถอะ” เป็นต้น ...

Continue reading
  134 Hits
  0 Comments
134 Hits
0 Comments

อยากมีนวัตกรรมในองค์กร

ผมมักจะถูกถามด้วยคำถามในเชิงว่า จะทำอย่างไรให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาภายในองค์กร … เป็นคำถามที่ตอบยากอยู่เหมือนกัน เพราะผมเองก็ไม่ใช้คนเก่งทางด้านนี้สักเท่าใด … แต่ผมก็มักจะถามผู้ที่ถามผมกลับไปว่า แล้วจะเอานวัตกรรมมาใช้ทำอะไรในองค์กร … ผู้ถามผมก็มักจะตอบผมได้ไม่ชัดเจนเหมือนกันว่า จะเอานวัตกรรมมาทำอะไร มาใช้ตรงไหน

เรามาคุยกันเรื่องนี้สักหน่อยก็ดีเหมือนกันนะครับ …

สองคำที่ผมพบว่า ผู้บริหารทั้งหลายมักจะแยกกันไม่ค่อยออกคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creative) กับ นวัตกรรม (Innovation) ว่า มันคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร หรือ สัมพันธ์กันอย่างไร

ถ้ากล่าวง่าย ๆ แล้ว ความคิดสร้างสรรค์ก็คือ ความสามารถหรือการกระทำในเชิงของการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ โดยการรวมแนวคิดที่มีอยู่ก่อนแล้วเข้าด้วยกัน จากนั้นก็นำแนวคิดเหล่านั้นไปสู่ผู้คนเพื่อให้เขานำไปใช้กับอะไรก็ได้

ส่วนนวัตกรรมเป็นสิ่งที่กระทำ (ผ่านทางความคิดสร้างสรรค์) เพื่อกำหนดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา หรือ เกิดทำลายล้างสิ่งเก่า ๆ เรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง และสิ่งที่กระทำนั้นมักจะเป็นการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เฉพาะเจาะจง … ดังนั้น นวัตกรรมจึงเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่มีอยู่แล้ว ด้วยแนวทางใหม่ ๆ หรือ ทำลายแนวทางเดิมทิ้งไป

Continue reading
  132 Hits
  0 Comments
132 Hits
0 Comments

การเปลี่ยนแปลงที่เราต้องสร้างขึ้นมา

ในยุค 4.0 ตามที่เขาว่ากันนี้ ผมเห็นหลายองค์กรพยายามลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงองค์กรของตนเองเพื่อให้สอดรับกับยุคสมัย  บ้างก็ส่งคนไปอบรมสัมนา บ้างก็เชิญวิทยากรไปให้ความรู้แก่พนักงานในองค์กร ตอนนี้เรื่องที่นิยมกันก็มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับยุคดิจิทัล 4.0 นี่แหละครับ

บางองค์กรก็เพิ่งขยับตัว ก็เริ่มมองในมุมกว้าง ๆ ก่อน เช่น เศรษฐกิจยุคดิจิทัลเป็นยังไงบ้างเอาแบบว่าปูพื้นกันก่อน แต่บางองค์กรก็ไปโน่นเลยครับ … Big Data, AI, IOT, Bitcoin, Blockchain อะไรไปโน่น … มันจะกลายเป็นการขึ้นต้นไม้ทางยอดหรือเปล่าก็ไม่รู้

ทีนี้พอได้ความรู้กันมาแล้ว ก็ทำให้พอมองเห็นว่าองค์กรควรจะปรับเปลี่ยนอย่างไร … เรียกว่า มองเห็นเป้าหมายอยู่ไกล ๆ แล้ว … เขาก็เริ่มจะหยิบยกขึ้นมาคุยกันในองค์กรบ้าง ระหว่างกลุ่มผู้บริหารบ้าง อันนี้ก็ว่ากันไป

คำถามที่มักจะได้ยินกันบ่อย ๆ ก็คือ เราจะจัดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรให้ทันหรือเป็นไปตามกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกได้อย่างไร

ผมเคยเจอคำถามแบบนี้ผมก็ตอบเขาไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องของเขา เป็นองค์กรของเขา ซึ่งผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย ผมจึงไม่รู้ว่า จะให้คำแนะนำเขาอย่างไรเหมือนกัน

Continue reading
  168 Hits
  0 Comments
168 Hits
0 Comments

ทัศนคติ

ผมทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมานาน สมัยแรก ๆ ก็ถูกสอนให้มองเรื่องความสูญเปล่า 7 ประการ (7 Waste) อันได้แก่

1) ความสูญเปล่าเนื่องจากการผลิตมากเกินความต้องการ (Overproduction)

2) ความสูญเปล่าเนื่องจากการเก็บวัสดุคงคลังมากเกินความจำเป็น (Inventory)

3) ความสูญเปล่าเนื่องจากมีการขนส่งมากเกินไป (Transportation)

4) ความสูญเปล่าเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (Motion)

Continue reading
  126 Hits
  0 Comments
126 Hits
0 Comments

เน้นให้ถูกเรื่อง

สมัยก่อนที่ผมเรียนหนังสือนั้น เรื่อง ๆ หนึ่งมักจะมีวิชาที่เรียนแยกจากกัน วิชาหนึ่งว่าด้วยเรื่อง “ตัวความรู้” และอีกวิชาหนึ่งจะว่าด้วยเรื่อง “การนำความรู้มาประยุกต์ใช้งาน”

หรือ พูดง่าย ๆ ก็คือ สมัยก่อนนั้น เรามองตัวความรู้ กับ การประยุกต์ใช้งาน แยกจากกัน

พอมาทำงานในช่วงแรก ๆ ก็จะติดนิสัยนี้ คือ จะมององค์ความรู้ (และการนำมาใช้งาน) ที่นำมาใช้งานแยกขาดจากกันเป็นเรื่อง ๆ เช่น พอมองไปที่วิศวกรคนหนึ่งที่กำลังทำงานอยู่ ก็จะมองในเชิงว่า ความรู้อะไรบ้างที่เขาต้องมีเพื่อจะทำให้เขาทำงานได้

พอทำงานมาสักพัก ผมต้องมานั่งถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า เราก็เรียนมาสารพัดเรื่อง สารพัดวิชา แต่มันก็มีไม่กี่เรื่องหรอกที่นำมาใช้งานจริง ๆ … ครั้นพอมองย้อนกลับไปตอนสมัยเรียน ก็มองเห็นว่าวิชาบางวิชามันก็เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจวิชาอื่น ๆ บางวิชาที่ผมเรียนมาและคิดว่าไม่ได้ใช้ แต่เพื่อนฝูงกันที่ทำงานอยู่ที่บริษัทอื่นเขากลับใช้งาน ก็เลยเข้าใจว่า ทางสถานศึกษาเขาก็ต้องสอนให้คลุม ๆ เอาไว้ก่อน

มันก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะพิจารณาอย่างไรว่า ความรู้ไหนที่จำเป็นต้องมี ต้องคว้าจับ 

Continue reading
  131 Hits
  0 Comments
131 Hits
0 Comments

การคว้าจับความรู้ (ใหม่)

พอเราจัดเก็บความรู้เอาไว้แล้ว เราก็ต้องสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ ... อันนี้ไม่ค่อนยากสักเท่าใด

ปัญหาที่ทำให้ปวดประสาทระดับไมเกรนขึ้นก็คือ เราจะทำให้พนักงานอยากเข้ามาเรียนรู้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ แล้วนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างไร … บังคับน่ะมันง่าย แต่มันไม่เวิร์กหรอกครับ เพราะพอนานไปก็หายเรียบ

เห็นไหมครับ ตรงนี้มันก็จะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอีกแหละครับ ... และต้องยุ่งกับคนจำนวนมากด้วย

ผมนิยมขยับจากกลุ่มเล็ก ๆ ไปก่อน เพราะมันสร้างแรงจูงใจได้ง่าย เราต้องทำให้เขาเห็นว่ามันเกิดประโยชน์ขึ้นกับตัวเขาจริง ๆ แล้วก็อาศัยคนกลุ่มนี้เป็นกระบอกเสียงเพื่อดึงคนมาเพิ่มเพื่อขยายจำนวนคนให้มากขึ้น

พอคนมากขึ้นถึงจุด ๆ หนึ่ง เราก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แล้วก็ให้แต่ละกลุ่มดึงคนเข้ามาอีก ก็ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็จะเกิดการขยายตัวหรือ มีกลุ่มย่อยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ... ช้าหน่อย แต่ก็มีความคล่องตัวในด้านการจัดการดี (ไม่ว่าจะกำหนดเวลา หรือ จัดการประชุมก็ตาม)  

Continue reading
  146 Hits
  0 Comments
146 Hits
0 Comments

ความรู้รั่วไหลได้

เมื่อเราปรับความรู้ให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้งานแล้ว คราวนี้เราก็ต้องทำการจัดเก็บ และ กระจายออกไปยังคนที่ต้องการใช้ (หรือ ให้คนที่ต้องการใช้งานสามารถเข้าถึงความรู้ที่เราจัดเก็บเอาไว้ได้)

ถ้าเราเปลี่ยนความรู้ในสมองให้เป็นเอกสาร เป็นคู่มือ เราก็สามารถใส่แฟ้ม ใส่ตู้เอาไว้ได้ … แต่ถ้าเราเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์ เช่น เป็นเอกสารแบบ pdf เราก็คงต้องใช้ IT เข้าช่วยแล้ว

พวกโปรแกรมประเภทระบบการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EDMS (Electronic Document Management System) ก็สามารถนำมาช่วยในการจัดเก็บเอกสารเหล่านี้ได้ง่าย มีของฟรีให้ใช้ และก็ใช้ง่ายด้วย โดยเราสามารถสร้างที่จัดเก็บเลียนแบบเหมือนตู้เอกสารได้เลย (เช่น ตู้เอกสาร A เราก็สร้างโฟลเดอร์ A ขึ้นมา ในตู่เอกสาร A มีชั้นให้เก็บ 4 ชั้น เราก็สร้างโฟลเดอร์ย่อยในโฟลเดอร์ A เป็น A1,  A2, A3,  A4 เพื่อใช้แทนชั้นเก็บ

ชั้น 1 ของตู้เอกสารมีแฟ้มอะไรบ้าง เราก็ไปสร้างโฟลเดอร์ย่อยในโฟลเดอร์ A1 (ซึ่งแทนชั้น 1 ของตู้ A) อีกทีหนึ่ง … จะเอากี่แฟ้มก็ได้สบายมาก … ขี้เกียจเก็บเอาไว้ในองค์กรก็โยนขึ้นคลาวด์ก็ได้ … สมัยผมทำงาน ผมก็อาศัยซอฟต์แวร์ EDMS นี้แหละมาเก็บพวกเอกสารความรู้ต่าง ๆ

Continue reading
  143 Hits
  0 Comments
143 Hits
0 Comments

ความรู้เพื่อใคร

การที่เราไปดึงความรู้ ทักษะ ความชำนาญ ออกมาจากสมองของคนเก่ง ๆ นั้น มองในแง่ของความรู้แล้ว มันก็ OK อยู่ เพราะมันเป็นของที่เขาสะสมมานาน … แต่ก็ขอให้พิจารณาต่อไปด้วยว่า ใครคือคนที่จะนำความรู้อันนั้นไปใช้งาน

สมมติว่าผมไปดึงความรู้เกี่ยวกับเทคนิคอะไรสักเรื่องหน่งออกมาจากพี่ Engineer เขา ผมก็รับรองได้ว่า มันจะได้องค์ความรู้และศัพท์แสงเฉพาะด้านออกมาเต็มไปหมด ถ้าผมเขียนออกมาเป็นเอกสารและเอาเรื่องนี้ไปให้พนักงานอ่าน เขาก็อ่านไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะศัพท์แสงต่าง ๆ มันเป็นระดับ “เทพ” ทั้งนั้น เราต้องเอามาเรียบเรียงใหม่ให้ง่ายลง เพื่อเหมาะสมกับตัวผู้อ่าน

ถ้าจะเขียน ผมก็ขอให้นึกง่าย ๆ เอาไว้ว่า … เราเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่าน ไม่ใช่เขียนเพื่อให้เราอ่านเอง (เพราะเรา เขียนเอง อ่านเอง ยังไง ๆ มันก็เข้าใจ)

นอกจากนั้น บางครั้งความรู้ที่ได้มาอาจจะยังไม่ครับถ้วน ขาดความสมบูรณ์ (เช่น เรากล่าวเฉพาะการปรุงอาหาร แต่ไม่ได้กล่าวถึง ขั้นตอนในการจัดเตรียมก่อนหน้านั้น เป็นต้น) หรือ บางส่วนล้าสมัย ตกยุคไปแล้ว เราก็ต้องมาเพิ่ม มาปรับเปลี่ยน เพื่อให้มันมีสมบูรณ์ มีความถูกต้อง และทันสมัยเข้ากับสถานการณ์

ดังนั้น ความรู้ที่ดึงออกมาจาก “เทพ” หรือ “เซียน” ทั้งหลาย จึงต้องถูกนำมา เพิ่ม และ ปรับ เพื่อให้มีความสมบูรณ์ และ เหมาะสมกับผู้นำไปใช้เสียก่อน แล้วจึงส่งออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย … เราจึงมักได้ยินคำศัพท์ที่ใช้กันว่า “Refine Knowledge” หรือ ก็คือปรับความรู้ที่ได้มานั้นให้เหมาะสมต่อการใช้งานนั่นเอง

Continue reading
  145 Hits
  0 Comments
145 Hits
0 Comments

คัมภีร์เทวดา

พอเราดึงความรู้ออกมาได้แล้ว เราก็ควรทำการแบ่งกลุ่ม หรือ จัดหมวดหมู่เสียให้เรียบร้อย เพื่อต่อไปจะได้ง่ายต่อการสืบค้น

ห้องสมุดเขายังจัดหมวดหมู่หนังสือเลย … ถ้าเราไม่กำหนดเอาไว้ก่อน พอได้ความรู้มาเป็นเอกสาร มันก็จะกองเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าเอกสารฉบับนี้ เล่มนี้ เกี่ยวกับเรื่องอะไร

ตอนทำแรก ๆ นั้น ความรู้ที่ทำออกมาเป็นเอกสาร บางทีก็แค่เขียนใส่กระดาษเอาไว้บ้าง พิมพ์เป็นรายงานเอาไว้บ้าง มันจะไม่มากมายอะไรนักหรอก

พอมันหลายเรื่อง หลายแผ่นเข้า เราก็เก็บเข้าแฟ้ม ทำ Index ทำชื่อเรื่องเอาไว้ และแยกแฟ้มออกเป็นหมวดหมู่ … ต่อไปถ้าเราต้องการเก็บให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มันก็จะทำได้เร็วขึ้น …

อย่ากังวลเรื่องต้องไปเตรียมพื้นที่จัดเก็บ เตรียมฮาร์ดดิสก์อะไรพวกนี้เลย เชื่อผมเถอะ เรื่องพวกนี้ง่าย ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ … ในช่วงปีแรกเอกสารที่เขียนขึ้นมาแล้วเก็บสะสมไว้เป็นคลังความรู้ยังได้ไม่เต็มแฟ้มที่จัดเตรียมเอาไว้เลย ปลายปีเอาคนมานั่งพิมพ์ นั่งแสกน สองสามวันก็หมดแล้ว

Continue reading
  161 Hits
  0 Comments
161 Hits
0 Comments

แสวงหาความรู้

เมื่อเรากำหนดได้แล้วว่า ความรู้ใดที่สำคัญกับองค์กร เราก็ต้องหาแหละครับว่า ความรู้เหล่านั้นอยู่ที่ใครบ้าง

เราคงต้องเล็กไปที่คนเก่ง คนที่มีทักษะ คนที่มีประสบการณ์การทำงานมานาน เอาไว้ก่อนแหละครับ …

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ คนเหล่านี้เขาจะยอมแบ่งปันความรู้ให้แก่คนอื่นหรือไม่ และถ้ายอม เราจะดึงความรู้จากสมองเขาออกมาได้อย่างไร

ดังนั้นในช่วงนี้มันจึงเป็นเรื่องของ “คน (People)” และ “กระบวนการ (Process)” ที่ต้องนำมาใช้งานก่อน

เรื่องหนึ่งที่เราต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่า มิใช่ว่าทุกคนจะยินดีให้ความรู้แก่คนอื่น และ/หรือ ให้ทั้งหมดด้วยความเต็มใจไม่มีกั๊กส่วนสำคัญ ๆ เอาไว้ … เราจะสร้างแรงจูงใจอย่างไรให้เขายินดีที่จะแบ่งปันความรู้กับผู้อื่น

Continue reading
  158 Hits
  0 Comments
158 Hits
0 Comments

ความรู้ที่จำเป็นสำหรับองค์กร

สองบล็อกที่ผ่านมา ผมกล่าวถึงความรู้ที่มีอยู่ในตัวแล้ว แต่มันก็ตกยุค ล้าสมัย จนไม่มีใครเขานิยมกันแล้ว เราก็ต้องหาความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงตนเอง … กับ ความรู้มันย่อมเดินต้อย ๆ ตามพนักงานออกไปจากบริษัท (เมื่อเขาลาออก หรือ เกษียณงาน)

สิ่งเหล่านั้น มันย่อมมีความสำคัญต่อองค์กร เพราะองค์กรได้ลงทุน ลงแรง พัฒนามันขึ้นมา ... อยู่เฉย ๆ มันก็หายแว๊บออกจากองค์กรไป เราไม่เสียดายหรือ ... เรายอมรับเรื่องพวกนี้ได้หรือ

ถ้าเราสามารถดึงเอาความรู้ต่าง ๆ เหล่านั้นมาเก็บเอาไว้ใน “คลังความรู้” ขององค์กรได้ … มันก็จะทำให้พนักงานผู้เป็น “สมอง” ขององค์กรทั้งหลายได้เรียนรู้ และนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรต่อไปได้ ... ในกรณีนี้ นอกจากความรู้มันไม่สูญหายไปจากองค์กรแล้ว ยิ่งมีคนนำไปใช้มากเท่าใด มูลค่าของมันก็จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การที่เราจะเอาความรู้มากมายก่ายกองจากพนักงานเป็นร้อยเป็นพันคนเอามาเก็บไว้ทั้งหมด มันคงยุ่งยากและใช้เวลานานมาก เราก็จะโฟกัสไปที่ความรู้หลัก ๆ (Core Knowledge) ที่ต้องใช้สร้างผลิตภัณฑ์หลัก (Core Product) ขององค์กรเสียก่อน

นั่นหมายความว่า เราก็ต้องกำหนด หรือ ระบุ หรือ บ่งชี้ความรู้ที่จำเป็นสำหรับองค์กรให้ได้ เราจะเอาเฉพาะส่วนนี้ ความรู้อื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องเราเอาไว้ทีหลัง

Continue reading
  148 Hits
  0 Comments
148 Hits
0 Comments

Reinvent yourself

ในยุคนี้ เรามักจะได้ยินคำว่า Disruption กันจนคุ้นหูแล้วกระมัง ถ้าจะแปลให้ดูน่ากลัวหน่อย ก็ขอแปลว่า “การทำลายล้าง” ก็แล้วกัน … เราดูในแง่นี้แล้วก็จะเห็นว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นมันก็ทำสิ่งที่มีอยู่เดิมเสื่อมความนิยมไป

ถ้าเราดูด้านลบ มันคือการทำลาย แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านบวกของมันก็คือการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาแทนสิ่งเก่า

สมัยก่อนเราจะคุ้นกับคำว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เดี๋ยวก็จะมีคนอื่นมาเปลี่ยนเรา (มาบังคับให้เราต้องเปลี่ยนแปลง) ต่อมาก็แรงขึ้นเป็นในเชิงถ้าเราไม่ทำก็ต้องตาย (Do or Die) หรือ ถ้าไม่เปลี่ยนวันนี้ ก็ไม่มีวันหน้าแล้ว (Disrupt or be disrupted) … มันออกไปในเชิงจะอยู่หรือจะไป (แบบทำลายกันสิ้นซากกันไปเลยทีเดียว)

ในแง่นี้ เราจะเห็นว่านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรมด้านสินค้า (Product Innovation) นวัตกรรมทางด้านการให้บริการ (Service Innovation) หรือ นวัตกรรมทางด้านกระบวนการ (Process Innovation) ก็ตาม มีตัวอย่างให้เราเห็นมากมายที่พอมันเกิดขึ้นปุ๊บ มันก็ทำลายของเก่าจนล้มหายตายจากไปเลย

Continue reading
  156 Hits
  0 Comments
156 Hits
0 Comments

เมื่อความรู้มันเดินตามเจ้าของออกไปจากบริษัท

บล็อกที่แล้ว ผมกล่าวเกี่ยวกับพนักงานที่ใช้ความรู้เป็นฐานในการทำงาน หรือ Knowledge Worker ว่า เราควรมองเขาว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถพัฒนาให้เกิดคุณค่าเพิ่มแก่องค์กรได้ตลอดเวลา

เราไม่ควรมองเขาเหมือนเป็นปัจจัยในการผลิตที่จ้องแต่จะลด/ตัดต้นทุนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่เราสามารถพัฒนาได้ก็คือความรู้นั่นเอง และเจ้าสิ่งนี้มันอยู่ในสมองของพนักงานผู้มีความรู้เสียด้วย … ถ้าพนักงานออกไปจากองค์กร เจ้าสมองนี้ก็ย่อมติดตามพนักงานออกนอกองค์กรไปด้วย

ดังนั้นบล็อกที่แล้วจึงปิดท้ายเอาไว้ว่า “องค์กรมีนโยบายส่วนบุคคลเป็นอย่างไร อะไรคือสิ่งดึงดูดและรักษาพนักงานผู้ทรงความรู้ผู้ซึ่งสามารถกำเนิดผลิตผลในระดับสูงเหล่านั้นให้อยู่กับองค์กรได้ อะไรคือสิ่งจำเป็นที่จะใช้เพิ่มผลิตผลของเขาเหล่านั้น และอะไรคือสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนผลิตผลที่เพิ่มขึ้นข้างต้นให้เป็นความสามารถอันทรงประสิทธิภาพขององค์กร”

Continue reading
  161 Hits
  0 Comments
161 Hits
0 Comments

Knowledge Worker

ปัจจุบันนนี้ เราจะเห็นว่าสังคมบ้านเราต้องการพนักงานที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐานในการทำงานกันเป็นส่วนมาก หรือ กล่าวให้ชัดเจนลงไปก็คือ เราต้องการพนักงานที่มีความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะด้าน เข้ามาทำงานในองค์กรกันมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ต้องไม่ลืมว่า ความต้องการของพนักงานที่มีความรู้ประการหนึ่งก็คือ พวกเขาต้องสามารถกำหนดกิจกรรมที่ต้องทำและผลลัพธ์ที่ได้ด้วยตัวเขาเอง เพราะว่าพนักงานที่มีความรู้เหล่านี้ต้องการความเป็นอิสระในการกำหนดสิ่งที่เขาต้องทำและผลลัพธ์ที่ได้

การที่เขาต้องการเช่นนี้ก็เพราะว่า ความรู้นั้นมันมีความแตกต่างกันในแต่ละเรื่อง แม้ว่าพวกเขาจะทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ตาม แต่พนักงานแต่ละคนจะมีกลุ่มความรู้เป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวของเขา และด้วยความรู้ที่มีลักษณะเด่นและพิเศษออกไปนี้ เขาจึงต้องการทราบเรื่องราวในด้านที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าพนักงานคนอื่น ๆ ในองค์กร

เมื่อเราให้ข้อมูลอันเป็นเรื่องราวในด้านที่เฉพาะเจาะจงแก่เขาแล้ว เขาจะกำหนดกำหนดกิจกรรมที่ต้องทำด้วยตัวของเขาเอง  งานของเขาก็จะถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบขึ้นมาให้เหมาะสมกับตัวเขา เขาก็จะสามารถคาดหมายถึงวิธีการทำงานของเขาและมีความรับผิดชอบกับงานเหล่านั้น

Continue reading
  168 Hits
  0 Comments
168 Hits
0 Comments