MSITBlog

MSITBlog

เป็น Blog สำหรับชาว IT เพื่อเเบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ ระหว่าง อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่าเเละบุคคลที่สนใจทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

Installation

เมื่อสถานที่พร้อม แบบพร้อม ในที่สุดฮาร์ดแวร์ทั้งหลายก็มา … เราก็เริ่มติดตั้งในห้องเซิร์ฟเวอร์ก่อน … โดยทำการติดตั้งแร็ก (Rack) หรือ ตู้ใส่อุปกรณ์ก่อน คุ้น ๆ ว่าสัก 10 ตู้เห็นจะได้ โดยวางเป็นสองแถว จากนั้นแล้วก็ติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าไป …  

จำได้ว่ามีหลายเรื่องที่ไม่น่าจะมีปัญหา (กับคนอื่น) แต่กลับเป็นปัญหา (สำหรับผม) ผมขอเล่าให้ฟังก็แล้วกัน ขอให้ถือว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ … ขอเรื่องแรกคือเรื่องสายเคเบิล การเลือกใช้ขั้วต่อ และการเข้าขั้วต่อกับปลายสายเคเบิล

การลากสายเคเบิลไปตามจุดต่าง ๆ บางทีมันก็มีระยะทางยาวเป็นหลายสิบเมตร สายเคเบิลบางชนิดมันย่อมให้ให้สัญญาณที่ส่งออกไปลดทอนลงไปมาก พอสัญญานวิ่งไปถึงปลายสายมันก็มีความแรงลดลง จนทำให้อุปกรณ์ทางด้านรับไม่เสถียร เพราะสัญญานที่รับเข้ามาไม่แรงพอ … เราก็ควรเลือกสายเคเบิลที่มีการลดทอนในสายน้อยหน่อย (Low loss) … มันอาจจะแพงกว่าสายแบบธรรมดา ๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับความเชื่อมั่นของระบบที่ได้มา ผมว่ามันคุ้มครับ …

ลองนึกดูนะครับ วันนี้เครื่องไม้เครื่องมือมันยังใหม่อยู่ สัญญาณลดลงไปบ้างก็พอไหว แต่พอใช้ไปนานหน่อย มันก็ย่อมเสื่อมถอยลงไปบ้าง … คราวนี้ตัวส่งสัญญาณก็ผลักสัญญาณเข้าสายได้น้อยลง ตัวสายก็ลดทอนสัญญาณมากขึ้น ตัวรับสัญญาณก็ต้องการสัญญาณแรงขึ้น รวม ๆ กันแล้วมันจะสร้างปัญหาให้เราละซี … มันก็เหมือนรถยนต์แหละครับ ซื้อมาใหม่ ๆ วิ่งฉิวปลิวลม กินน้ำมันจิ๊บ ๆ … พอใช้ ๆ ไป ชักอืด แถมซดน้ำมันมากขึ้นอีกต่างหาก 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
103 Hits
0 Comments

ทีมวางโครงสร้างทางฮาร์ดแวร์

บล็อกนี้เป็นการดำเนินเรื่องต่อจากบล็อกที่ผ่านมา ซึ่งผมตั้งชื่อเอาไว้ว่า “เมื่อได้พบจอมยุทธ์” นะครับ ตอนนั้นผมเล่าให้ฟังว่าได้มีกลุ่มคนมาวิเคราะห์ความต้องการในการใช้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ขององค์กรที่ผมทำงานอยู่ ... แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้อ่าน ผมก็เลยออกนอกลู่นอกทางไปเล่าเรื่องซอฟต์แวร์ หรือ ระบบต่าง ๆ ให้ฟังดังที่แสดงเอาไว้ด้านล่าง โดยผมปิดท้ายด้วยเรื่อง Security ในบล็อกที่แล้ว

หลังจากจอมยุทธ์ หรือ บรรดาเทพ/เซียนได้วางแผนว่าองค์กรที่ผมทำงานด้วยนั้น ต้องการ (ใช้คำว่า “ควรจะ” น่าจะดีกว่า) ใช้ซอฟต์แวร์อะไรบ้างกลับไปสหรัฐแล้วสัก 2 - 3 วัน ผมก็ได้รายงานสรุปฉบับหนึ่งจากพวกเขา โดยสรุปว่าองค์กรควรจะติดตั้งซอฟต์แวร์อะไรให้บ้าง … ผมก็เก็บเข้าแฟ้มไว้เป็นหลักฐาน

อีกประมาณสัก 2 – 3 สัปดาห์เห็นจะได้ จอมยุทธ์ทีมที่สองซึ่งเป็นจอมยุทธ์ทางด้านระบบฮาร์ดแวร์ก็เข้ามาทำการวิเคราะห์ระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน … แล้วก็ออกแบบเพื่อปรับโครงสร้างของระบบเสียใหม่ เพื่อให้ platform มันรองรับซอฟต์แวร์ของจอมยุทธ์ทีมแรกได้ … จริง ๆ ผมดูแล้ว มันน่าจะเรียกว่าวางโครงสร้างของระบบใหม่เสียละมากกว่า

เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ฮาร์ดแวร์ของเดิมส่วนไหนที่ยังใช้ได้ ก็ใช้ไป ส่วนไหนใช้ไม่ได้หรือสมควรเปลี่ยน ก็วางแผนซื้อเข้ามาเพื่อเปลี่ยนทดแทน ส่วนที่ใช้ไม่ได้ก็เก็บเอาไว้เป็น spare part ก่อน  … ตัวอย่างเช่น backbone ของเครือข่ายเดิมเป็นเคเบิลก็เปลี่ยนมาใช้ใยแก้วนำแสง เพื่อให้มันวิ่งได้เร็วขึ้น พวกสวิตช์ เร้าเตอร์ อะไรพวกนี้ ก็วางแผนเปลี่ยนให้เป็นเครื่องที่ฉลาด ๆ (Intelligence) หน่อย แล้วก็จัดวางเอาไว้เป็นตู้ ๆ (Rack) เพื่อกระจายออกไปยังผู้ใช้

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
316 Hits
0 Comments

Security

Security ผมแปลกว้าง ๆ ว่า ความปลอดภัยก็แล้วกัน … ถ้าเราเป็น IT เราก็อาจจะมองแค่สิ่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล หรือ เครือข่าย … แต่เมื่อเรามองในเชิงฟังก์ชันการทำงานของ IT ซึ่งส่วนมากเป็นไปในเชิงให้การสนับสนุนแล้ว ก็คงจะต้องมองให้กว้าง ๆ หน่อย

ในเชิงของ IT แล้ว องค์กรที่ผมทำงานก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความปลอดภัยเหมือน ๆ กับองค์กรของผู้อ่าน เช่น มีโปรแกรมสแกนไวรัส มีไฟร์วอล (Firewall) มีการระบุตัวตนผ่านทางการใช้ User Name, Password และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรประจำตัวพนักงาน การสแกนลายนิ้วมือ เป็นต้น มีกล้องวงจรปิดติดกันเต็มไปหมด … ส่วนการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access Control) จะใช้การระบุตัวตน ผสมเข้ากับการจำกัดสิทธิ์ …  โดยรวมแล้ว ผมว่าสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติทั่วไปที่องค์กรมักจะมีอยู่แล้ว

ผมขอเล่าเรื่องให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง นานมาแล้วผมไปอบรมเรื่อง Security ขององค์กร (คือ มองในภาพรวมทั่วทั้งองค์กร) แนวคิดฟังดูแล้วก็ง่ายดีครับ … วิทยากรเขาขอให้นึกก่อนว่า องค์กรของเราคือ บล็อก ๆ หนึ่ง แล้วขอให้ตอบคำถามง่าย ๆ คือ อินพุตอะไรวิ่งเข้าไป เอาต์พุตอะไรวิ่งออกมา แล้วทำอะไรอยู่ข้างใน

ผมวาดรูปเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ก็แล้วกัน โดยเรามองรั้วล้อมรอบโรงงานว่าเป็นบล็อก ๆ หนึ่ง โดยที่มีอาคารต่าง ๆ (X, Y, Z) ใส่อยู่ภายในบล็อกนี้

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
221 Hits
0 Comments

Knowledge Work System (KWS)

Knowledge Work System ผมขอแปลว่า ระบบช่วยงานที่ต้องอาศัยความรู้ก็แล้วกันนะครับ … ในองค์กรของเราจอกจากจะมีผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ระดับต้น และพนักระดับปฏิบัติการแล้ว ยังมีพนักงานอีกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะเรื่อง เฉพาะด้าน เพื่อทำงาน ดังนั้นก็ย่อมต้องการ KWS มาให้การสนับสนุนเช่นกัน

ตัวอย่างง่าย ๆ ในแผนก IT ที่ผมดูและอยู่ ก็คือ โปรแกรมที่ช่วยให้โปรแกรมเมอร์สามารถพัฒนา Application ต่าง ๆ เช่น Visual C, Visual Basic อะไรพวกนี้แหละครับ

ส่วนโปรแกรมที่วิศวกรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการใช้ก็เช่น โปรแกรมพวก CAD/CAM/CIM อะไรพวกนี้แหละครับ ผมจะยกตัวอย่างเพื่อขยายความเป็นเรื่อง ๆ ให้เข้าใจก็แล้วกัน ...

Computer Aided Design, CAD ก็จะเป็นโปรแกรมที่ช่วยทางด้านเขียนแบบ/อ่านแบบ เช่น เขียนหรืออ่านแบบในลักษณะสองมิติ หรือ สามมิติ … ไม่มีพวกนี้ก็ลำบาก เพราะเวลาลูกค้าส่งแบบมาให้ เราก็ไม่มีโปรแกรมเปิดดู เราก็ไม่เข้าใจรูปแบบสินค้าของเขา ที่ยุ่งไปกว่านั้นก็คือ ลูกค้าก็มักจะใช้โปรแกรม CAD ต่างยี่ห้อ ต่างรุ่น กันอีก ก็ต้องไปหาโปรแกรมมา Convert File กันวุ่นวาย … โปรแกรม CAD แต่ละตัวก็แพง ๆ ทั้งนั้น 

Computer Aided Manufacturing, CAM เป็นโปรแกรมช่วยทางด้านการผลิต โดยเน้นไปในเรื่องการควบคุมเครื่องจักรให้ทำงานอย่างถูกต้องแม่นยำ ตัวอย่างก็เช่น โปรแกรมที่ใช้ควบคุมเครื่อง CNC หรือ โปรแกรมคุมอุณหภูมิในตู้ Temperature Cycling (ตู้ที่เราควบคุมอุณภูมิให้เย็นร้อนสลับกันไป เช่น -20 องศา แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปจนถึง +120 องศา แล้วก็ค่อย ๆ ลดลงมาเป็น -20 องศาอีก ทำแบบนี้สลับกัน เพื่อทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ของสินค้า) เป็นต้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
284 Hits
0 Comments

Office Automation System (OAS)

ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในสำนักงานส่วนมากก็บรรดา Word, Excel, Power point ในตระกูลนี้แหละครับ ผมว่าคงเหมือน ๆ กับที่พวกเราที่มีอยู่ใช้อยู่ในสำนักงานทั่วไป แต่พอเรามองให้กว้างขึ้น มันไม่ใช่แค่สร้างเอกสารขึ้นมาเท่านั้น ในสำนักงานหนึ่ง ๆ มันมีเรื่องให้ต้องทำมากกว่านั้น เช่น เราจะจัดการเอกสารต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นได้อย่างไร จะจัดการกับข่าวสารอย่างไร จะประชุมกันอย่างไร ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ทีนี้เรามีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายอยู่แล้วนี่ครับ เราก็เอามาเชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ ข้างต้น เพื่อช่วยให้การทำงานเป็นระบบ เป็นอัตโนมัติ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น … เรากำลังจะพูดถึงระบบสำนักงานอัตโนมัติ หรือ Office Automation System หรือ OAS ตามหัวข้อที่ตั้งไว้นี่แหละ  

ถ้ามองในเชิงระบบแล้ว ระบบสำนักงานอัตโนมัติก็จะประกอบด้วยระบบย่อยอื่น ๆ แล้วแต่จะแบ่ง และเรียกขานกัน ทีนี้พอไปโฟกัสที่ชื่อของระบบย่อยต่าง ๆ บางทีมันอาจจะงง ทั้ง ๆ ที่เราก็มีใช้อยู่บ้างแล้ว ตัวผมเองจึงมักมองในเชิงฟังก์ชันที่ทำงานร่วมกันอยู่ใน AOS มากกว่า ว่ากันโดยทั่วไปก็จะประกอบด้วย

1) Electronic Publishing ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น Word Processing, Desktop publishing (ทั้งนี้หมายรวมไปถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย) นอกจากสร้างขึ้นมาแล้ว ก็ยังรวมถึง การทำสำเนา การกระจายไปยังผู้เกี่ยวข้องด้วย และการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (และRecord หรือ บันทึกต่าง ๆ) ด้วย

2) Image Processing ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับรูปภาพ เช่น รูปภาพเพื่อการนำเสนองาน ระบบสื่อผสม (Multimedia System) และการจัดการสิ่งหล่านี้ด้วย (ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในข้อ 1)

3) Electronic Communication ฟังก์ชันนี้จะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารเพื่อประสานงานกันโดยอาศัยอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อ เช่น เมล์เสียง อีเมล์ แฟกซ์ การประชุมผ่านโทรศัพท์ การประชุมผ่านทางวิดีโอ ทั้งนี้รวมถึงการประชุมโดยอาศัยคอมพิวเตอร์ด้วย

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
324 Hits
0 Comments

ตาสว่าง (ES (2))

บล็อกที่แล้วผมค้างเอาไว้ว่า ผมมอง ES ด้วยกรอบที่คับแคบ คือ เอาไปช่วยแก้ปัญหาในการทำงานในสายการผลิต ทีนี้พอมันต้องสร้างโน่น ทำนี่ ใช้งานก็ยุ่งยาก ผมก็เลยมองว่าเสียเวลาเปล่า มีปัญหาอะไรก็เดินไปถามคนเก่ง หรือ Expert เอาเลยก็หมดเรื่อง จะไปถามคอมพิวเตอร์ทำไมกัน พาลก็นึกในใจว่า พวกนี้มันใส่โปรแกรมนี้เอาไว้ทำไมวะ ไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรเลย … มาหูตาสว่างเอาเมื่อผมได้เห็นคนอื่นเขาใช้หลังจากนั้นอีกสัก 2 – 3 ปีต่อมา

จำได้ว่าตอนนั้นผมเยี่ยมลูกค้ารายหนึ่งซึ่งอยู่ในประเทศทางโซนยุโรปโดยมีฝ่ายขายที่ประจำอยู่โซนยุโรปร่วมทางไปด้วย หลังจากคุยเรื่องงานในห้องประชุมเสร็จแล้ว ก็ยังพอมีเวลาเหลืออยู่สัก 2 – 3 ชั่วโมงก่อนจะเลิกงาน … CEO ของบริษัทที่ผมไปเยี่ยมจึงชวนผมและฝ่ายขายเข้าไปกินกาแฟและคุยกันต่อในห้องทำงานของเขา … คราวนี้ก็คุยกันสารพัดเรื่องแหละครับ เพราะไม่เป็นทางการแล้วนี่ 

เรื่องหนึ่งที่คุยกันก็คือการเอาต์ซอร์สสินค้ามาผลิตทางโซนเอเชียซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าทางบ้านเขา ตอนนั้นก็ยกขึ้นมาคุยกันอยู่สามประเทศคือ ประเทศไทย จีน และอินเดีย … ต้องนึกภาพตามหน่อยนะครับ … พอคุยกันเรื่องค่าแรง CEO ก็กดคอมพิวเตอร์ของเขา แป๊บนึง … ข้อมูลเป็นกราฟเปรียบเทียบค่าแรงของทั้งสามประเทศก็โผล่ขึ้นมาให้ดู … แล้วก็ใช้ข้อมูลนั้นคุยกันไปเรื่อย ๆ ...

การแสดงข้อมูลแบบนี้ ผมรู้สึกเฉย ๆ นะครับ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะว่าเขาอาจจะได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวทางธุรกิจก็ได้ … ข้อมูลลักษณะนี้ผมก็มีอยู่ในมือเหมือนกัน เพราะต้องใช้คุยกับลูกค้าบ่อย ๆ

ต่อมาฝ่ายขายก็ถาม CEO ว่า การที่ยูจะเอาต์ซอร์สสินค้าไปผลิตที่ประเทศไหน บริษัทไหน ยูตัดสินใจอย่างไร … เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “Let me show you something” แล้วก็พิมพ์ข้อมูลบางอย่างเข้าไป … แป๊บนึง คอมพิวเตอร์มันก็ให้ข้อมูลออกมา พร้อมกราฟอีก 4 – 5 รูป แล้วเขาก็บอกว่า ดูนี่ … ถ้าไปไทย ค่าแรงจะเป็นเท่านี้ Infra เป็นแบบนี้ ลอจิสติกส์จะเป็นแบบนี้ จุดแข็งคือเรื่องเหล่านี้ จุดอ่อนคือเรื่องเหล่านี้ … ถ้าไปจีนจะเป็นแบบนี้ …. ถ้าไปอินเดียจะเป็นแบบนี้ … อันนี้จะทำให้ไอเข้าใจภาพรวมทั้งหมด … ใช่ไหม …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
262 Hits
0 Comments

Expert System (ES) (1)

วันศุกร์ที่แล้ว (และศุกร์นี้ ศุกร์หน้า) ผมต้องไปอบรมนอกสถานที่ (ไปให้เขาอบรมนะครับ ไม่ใช่ไปอบรมให้เขา) เรื่องบางเรื่องที่มีการเปลี่ยนระบบจากปัจจุบันไปสู่ระบบใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อหาความรู้ใส่ตัวไว้บ้าง ซึ่งก็ทำให้ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ … ดังนั้น บล็อกที่ผมเขียนประจำวันศุกร์ก็เลย Post ไม่ได้ ทำให้มีผู้อ่าน 2-3 ท่านส่งเมล์มาถามว่า เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรหรือเปล่าถึงเงียบไป … ก็ติดอบรมครับ ไม่ได้ป่วยไข้อะไร ... ขอบคุณมากที่เป็นห่วง

วันนี้ผมก็จะเล่าเรื่อง Expert System หรือ ระบบผู้เชี่ยวชาญ ให้ฟัง ส่วนนี้มันก็เป็นโปรแกรมที่เขาใส่เอาไว้ในระบบ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องว่ามันใช้ทำอะไร ... ผมก็ถามเขาแหละครับ จะเก็บเงียบไว้ทำไม

เขาก็บอกว่า มันช่วยให้เราตัดสินใจหรือแก้ปัญหาแบบไม่เป็นโครงสร้างได้ดี (ผมกำลังเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังอยู่นะครับ) โดยเขาก็อธิบายง่าย ๆ ว่า โรงงานของยูมีคนเก่งเฉพาะด้านอยู่ใช่ไหม คนเก่งพวกนี้เขาย่อมเชี่ยวชาญในเรื่องหนึ่ง ๆ แล้ว (ถือเป็น Human Expert ตามรูปด้านล่าง) ถ้าเราดึงความรู้จากเขาแล้วเอามาจัดรูปแบบให้เหมาะสม (โดย Knowledge Engineer) แล้วนำมาเก็บเอาไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็จะมีฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge Base) อันเป็นความเชี่ยวชาญของคน ๆ นั้นใช่ไหม

อันนี้ผมตอบว่า … ใช่ … เพราะมันเหมือนกับพี่ Knowledge Engineer ไปล้วงไปควักเอาความรู้อันเป็นทีเด็ดของพี่ Expert มาใส่เข้าไปในฐานความรู้ (Knowledge Base) นั่นเอง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
251 Hits
0 Comments

KM + CMS

บล็อกที่แล้ว ผมเล่าให้ฟังว่า เจ้านายให้ไปดูเรื่องสมรรถนะ (Competency) แล้วผมก็เห็นว่า มันไปกันได้กับ KM และผมก็นำ CMS มาใช้งาน … แต่ผมเลือกใช้ CMS ผิดตัว ก็เลยเดี้ยง พาลปิดเว็บเลิกทำเอาดื้อ ๆ แต่ผมอยากจะเล่าให้ฟังเพื่อแบ่งปันประสบการณ์กับพวกเราชาว IT เกี่ยวกับเรื่อง KM กับ CMS สักหน่อย …

ผมมักจะได้รับคำถามจากนักศึกษาที่เรียน IT กับผมในทำนองว่า เจ้านายสั่งให้ทำ KM เขาควรจะทำอย่างไรดี … ผมก็ถามเขาว่า คุณเรียน IT แล้วไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วย … เขาตอบว่า เจ้านายให้ทำเว็บขึ้นมา … ผมก็ถามต่อว่า แล้วมันไปเกี่ยวกับ KM ตรงไหน … เขาก็ตอบว่า ไม่รู้ เจ้านายบอกให้ทำ … ถ้าตอบแบบนี้ ส่วนมากผมลากมานั่งคุยกันยาวเป็นชั่วโมง

การที่เจ้านายของเขาก็เรียกไปพบแล้วสั่งให้ทำ KM ผมเชื่อว่าเจ้านายของเขามอง KM แค่ว่า เอาองค์ความรู้ที่เป็น Explicit Knowledge เข้าไปใส่ไว้ในเว็บ เพื่อให้คนเข้ามาอ่าน แล้วนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ … ดังนั้น จึงต้องการให้เขาทำเว็บขึ้นมาก่อน เดี๋ยวเรื่องอื่น ๆ จะตามมาเอง … มันไม่เป็นไปตามนั้นหรอกครับ ผมเคยทำมาแล้ว … ล้มไม่เป็นท่า

บล็อกที่แล้ว ผมเล่าว่า ผมใช้ CMS ผิดประเภท คือใจอยากจะทำแบบ E – Learning แต่ดันไปเลือก CMS แบบเน้นไปทางเผยแพร่เนื้อหามาใช้งาน มันก็เลยไม่เวิร์กตามที่ผมต้องการ … แต่ถ้ามองในเชิงการเผยแพร่เนื้อหาแล้ว มันก็ถือว่าสามารถใช้งานได้ เพราะผมก็เอา Explicit Knowledge ที่จำเป็นต่าง ๆ ใส่เข้าไปในเว็บแล้ว …

ผมจำได้ว่า ช่วงนั้นผมก็นั่งฝัน ๆ เหมือนเจ้านายของนักศึกษาที่มาคุยกับผมนี่แหละครับ … โดยฝันว่า พนักงานจะแห่กันเข้าไปอ่าน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของพวกเขา (ในแง่ของความรู้) แล้วก็ช่วยกันใส่ Explicit Knowledge ใหม่ ๆ เข้าไปเพื่อแบ่งปันกัน 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
513 Hits
0 Comments

Content Management System (CMS)

Content หรือ เนื้อหา ผมจะหมายความเอาง่าย ๆ ว่า มันคือสิ่ง (เนื้อหาสาระ) ที่เราต้องการสื่อออกไปให้ผู้อื่นได้รับทราบ ดังนั้น ก่อนที่ผมจะส่งมันออกไป ผมก็ต้องสร้างเนื้อหาออกมาก่อนใช่ไหมครับ ยิ่งในยุคการตลาดมาแรงด้วยแล้ว เนื้อหาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากจนมีผู้กล่าวว่า “Content is King” ทีเดียว

เมื่อเราสร้างเนื้อหาขึ้นมาใช้งาน ในที่สุดมันก็ต้องตายไป (หมายถึงเลิกใช้) ในช่วงนี้แหละที่เราต้องเข้าไปจัดการมัน ดังนั้นวงรอบชีวิตของเนื้อหา (Content Life Cycle) ในระบบการจัดการเนื้อหา (Content Management System) ก็จะประกอบด้วย (แบบคร่าว ๆ นะครับ)

1) การจัดโครงสร้าง (Organization) เป็นการกำหนดโครงสร้าง หมวดหมู่ และรูปแบบ ให้กับเนื้อหาที่จะสร้างขึ้นมาในระบบ

2) ขั้นตอนการดำเนินงาน (Workflow) เป็นการกำหนดกระบวนการต่าง ๆ ให้ชัดเจนสำหรับผู้ที่ต้องเกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจการไหลไปของเนื้อหาตั้งแต่เกิดขึ้น จนเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน และสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องกระทำ (เช่น การตรวจสอบ การอนุมัติ) เมื่อเนื้อหาไหลมาที่พวกเขา

3) การสร้างสรรค์ (Creation) เป็นการสร้างสรรค์เนื้อหา อาจจะเป็นการนำเข้าข้อมูล การเขียนขึ้นม การถ่ายภาพ การบันทึกเสียง หรือ รวบรวมสิ่งข้างต้นเข้าด้วยกัน หรือ ทำการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เนื้อหาที่อยู่ภายในระบบให้ตรงตามความต้องการ … ตรงนี้เราจะเห็นว่า อะไรที่มันมีเนื้อหาสาระสำหรับเราและผู้อื่น เราจะเรียกเป็น “Content” ทั้งสิ้น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
186 Hits
0 Comments

สมองขององค์กรอยู่ที่ไหน (KM (2))

ผมเล่าเอาไว้ในบล็อกที่แล้วว่า ตอนที่พนักงานโม้กัน ผมก็ขอให้เลขาแผนกไปจดบันทึกออกมา อันนี้ถือเป็นการเปลี่ยน Tacit Knowledge (ผมขอแปลว่า “ความรู้แฝงเร้น” ก็แล้วกัน หมายความเอาง่าย ๆ ก็คือ ความรู้หรือประสบการณ์ที่เก็บอยู่ในสมองเรานี่แหละครับ มันซ่อนหรือแอบแฝงอยู่ภายใน เรามองไม่เห็น) ให้มาเป็น Explicit Knowledge (ผมขอแปลว่า “ความรู้ชัดแจ้ง” ก็แล้วกัน หมายความว่า เป็นความรู้ที่เขียนออกมาเป็นเอกสารแล้ว เราจึงมองเห็นกันแบบชัด ๆ โต้ง ๆ)

และจะเห็นว่าการถ่ายโอนความรู้นั้น จะเริ่มจากการคุยกัน หรือ มีการสังคมกัน (Socialization) เช่น ผมพูดไป ลูกน้องผมก็ฟังไป … อันนี้เป็นการถ่ายโอนความรู้ประเภท Tacit Knowledge มาเป็น Tacit Knowledge (หมายถึง ความรู้ที่เก็บอยู่ในสมองผม ไปเก็บอยู่ในสมองลูกน้องผม (ผ่านทางปากพูด หูฟัง โดยไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบ)

ขณะเดียวกัน เมื่อเลขาแผนกจดบันทึก … อันนี้มันเป็นการถ่ายโอนจาก Tacit Knowledge มาเป็น Explicit Knowledge แล้วครับ เพราะมันเปลี่ยนจากความรู้ที่แฝงอยู่ในสมอง มาเป็นความรู้ที่เขียนอยู่ในแผ่นกระดาษให้เห็นกันชัด ๆ ภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Externalization (หรือ การนำความรู้ออกมาภายนอก (สมอง)) มาใช้แทนกระบวนการนี้

สมมติว่า เลขาแผนกทำการพิมพ์ออกมาเป็น Word แล้วส่งอีเมล์ไปให้คุณ A ซึ่งอยู่อีกแผนกหนึ่ง อันนี้ก็เป็นการถ่ายโอนในรูปแบบเหมือนเดิม คือ Explicit Knowledge ไปเป็น Explicit Knowledge … ทีนี้คุณ A อ่านแล้ว เห็นว่าน่าจะเพิ่มเติมบางสิ่งบางอย่างเข้าไปเพื่อให้มันสมบูรณ์ขึ้น เช่น ขยายความ หรือ ยกตัวอย่าง เป็นต้น คุณ A ก็พิมพ์เพิ่มเข้าไป ถือว่า คุณ A มีการรวมความรู้เพิ่มเข้าไป ก็เรียกกระบวนการนี้ว่า Combination

สมมติต่อไปอีกว่า คุณ A พิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร แล้วส่งไปให้ลูกน้องในแผนกอ่าน พอลูกน้องในแผนกอ่านปุ๊บมันจะเกิดการถ่ายโอนความรู้เข้าไปในสมอง มันก็เป็นการเปลี่ยนจาก Explicit Knowledge ไปเป็น Tacit Knowledge หรือเปลี่ยนจากความรู้ที่อยู่ภายนอก (เอกสาร) เข้าไปเป็นความรู้ที่อยู่ภายใน (สมอง) … มันกลับเข้าสู่ภายในอีกครั้ง ... ก็เรียกกระบวนการนี้ว่า Internalization (หรือ การนำความรู้เข้าสู่ภายใน (สมอง)) …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
417 Hits
0 Comments

Knowledge Management (KM) (1)

การจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management จะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนว่ามันจะแผ่วลงไปในบ้านเรา แต่ระบบมาตรฐานการจัดการคุณภาพหลายตัวก็ยังกำหนดเอาไว้ว่า องค์กรต้องจัดทำเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะระบุไปตรง ๆ หรือ กล่าวในเชิงการกำหนดขีดความสามารถ (Competency) ของพนักงานก็ตาม

แถว ๆ ประมาณปี 2000 โน่น ตอนนั้นมันมีประเด็นว่า ช่างเทคนิคหลายคนที่ทำการซ่อมแผงวงจรไฟฟ้าที่มีประสบการณ์ในการซ่อมไม่เท่ากัน คนหนึ่งก็เก่งเรื่องนี้พอไปซ่อมเรื่องอื่นที่ไม่เก่ง หรือ ไม่เคยทำมาก่อน ก็จะใช้เวลานานกว่าจะซ่อมเสร็จ … บางครั้งซ่อมไม่ทัน งานตก Shipment ทำให้ส่งให้ลูกค้าไม่ครบ ลูกค้าก็โวยวายมาทางเจ้านาย … เจ้านายก็โวยลงมาที่แผนกเป็นฝ่ายผลิต (ซึ่งดูแลฝ่ายซ่อมด้วย) ฝ่ายขายก็บ่นซ้ำลงไปอีก ฝ่ายผลิตก็ไม่รู้จะทำอย่างไร … ในที่สุดเจ้านายเรียกผมไปพบแล้วมอบหมายให้ลงมาแก้ปัญหานี้ ตอนนั้นผมเป็นผู้จัดการอยู่ฝ่ายทดสอบผลิตภัณฑ์ ก็ถือว่าเป็นฝ่ายที่รู้เรื่องทางเทคนิคมากที่สุด ... งานเข้าซีครับ    

ผมลองนั่งทำรายการอาการเสียย้อนหลังขึ้นมาก็พบว่า จริง ๆ มันซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่สิบเรื่อง พอเรียกประชุมซักถามว่า อาการนี้ใครเคยซ่อมบ้าง ก็จะมีคนยกมือและเล่าให้ฟังว่าเขาซ่อมอย่างไร … ว่ากันจริง ๆ แล้ว มันมีคนซ่อมมาแล้วทุกอาการแหละครับ แต่มันไม่คุยกัน เพราะหวงความรู้บ้าง จะถามก็กลัวเสียหน้า เสียฟอร์มบ้าง ดังนั้นต่างคนก็ต่างก้มหน้าซ่อมกันไปวัน ๆ ไม่แบ่งปันข้อมูลกัน …

ผมก็เลยทำเป็นฐานข้อมูลขึ้นมา โดยเอาอาการเสียเป็นตัวตั้ง แล้วก็ให้ช่างเทคนิคไปช่วยกันบันทึกวิธีการซ่อมเอาไว้ ถ้าใครพบเจอประเด็นใหม่ ๆ หรือ วิธีการซ่อมใหม่ ๆ ก็อัพเดตใส่เข้าไป ถ้าซ่อมไม่ได้ผมก็เอาวิศวกรลงไปช่วย อาการโหด ๆ หน่อย ผมก็ลงมือเอง (ผมทำงาน R&D มาก่อน เรื่องพวกนี้สบายอยู่แล้ว) … จากนั้นอัพเดตข้อมูลเกี่ยวกับการซ่อมเข้าไปเรื่อย ๆ ผ่านไปสักพัก คราวนี้ก็ง่ายแล้วครับ พอพบอาการเสียก็ค้นหาในฐานข้อมูล มันก็บอกวิธีการหรือแนวทางซ่อมให้ ก็ทำให้ซ่อมได้เร็วขึ้น …

ผมจำได้ว่า แถว ๆ ประมาณสัก 6 เดือนก็จบครับ ถือได้ว่าประมาณ 80 – 90% ของอาการเสียมีแนวทางการซ่อมอยู่ในฐานข้อมูลให้สืบค้นแล้ว …. ในยุคปัจจุบันนี้ก็เรียกว่า การแบ่งปันความรู้ หรือ Knowledge Sharing (KS) นี่แหละ … แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก KM หรอกครับ มันทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริง ๆ 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
153 Hits
0 Comments

Executive Information System (EIS)

Executive Information System หรือ EIS ผมขอแปลว่า "ระบบสารสนเพื่อผู้บริหารระดับสูง" ก็แล้วกัน อันหมายถึง การนำข้อมูลที่ลึกลงไปในรายละเอียดมาเปลี่ยนให้เป็นสารสนเทศที่ผู้บริหารระดับสูงต้องใช้ แล้วจัดให้อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น รายงาน Dash Board เพื่อจะได้เรียกดูหรือนำมาใช้งานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

ถ้าพูดให้ง่ายขึ้น EIS มันไม่ได้ดึงเอาข้อมูลดิบที่เก็บไว้มาดำเนินการโดยตรง แต่มันจะไปดึงเอาสารสนเทศที่ต้องการมาจากระบบอื่น ๆ ที่เปลี่ยนข้อมูลดิบข้างต้นมาชั้นหนึ่งก่อนแล้ว เช่น ไปดึงสารสนเทศมาจาก TPS, MIS หรือ DSS เป็นต้น แล้วมาประมวลผลอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เห็นภาพรวมในวงกว้าง … จะว่าไปก็เหมือน ๆ กับ EIS มันไปครอบอยู่ข้างบนระบบอื่น ๆ อีกทีหนึ่ง …

โดยทั่วไปแล้ว ผู้บริหารระดับสูงเราจะหมายถึงคือบุคคล (หรือ กลุ่มบุคคล) ที่มีหน้าที่จัดการองค์กรทั้งองค์กร โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบออกไปทางกว้าง (คือ ไม่ใช่เจาะลึกเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนหัวหน้าแผนกที่เน้นเฉพาะเรื่องของแผนกนั้น ๆ) เช่น การวางแผนกลยุทธ์ การวางแผนเพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืนขององค์กร เป็นต้น แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มักจะเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ร่วมกับผู้อื่นในขั้นตอนสุดท้าย เช่น เรื่องงบประมาณ เรื่องบุคคลากร เรื่องแผนงานธุรกิจต่าง ๆ … เรื่องที่กล่าวมานี้ถือเป็นงานภายใน … มันยังมีงานภายนอกอีก เช่น ต้องเป็นผู้ติดต่อ เจรจา ทำความตกลง ร่วมมือ กับองค์กรอื่น ๆ อีกด้วย … ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูงจึงมีภาระกิจความรับผิดชอบสูงที่สุดในองค์กรก็ว่าได้

ตามลักษณะงานที่กล่าวมาแล้วนั้น เราจะเห็นว่า ผู้บริหารระดับสูงย่อมต้องการใช้ข้อมูลภายในเชิงภาพรวม (เช่น เรื่องเกี่ยวกับการผลิต ลูกค้า พนักงาน) ไม่ใช่ข้อมูลเจาะลึกแบบละเอียดยิบย่อย และข้อมูลจากภายนอกก็อยู่ในเชิงภาพรวมเช่นกัน (เช่น ข้อมูลการตลาด/คู่แข่งจากสื่อแหล่งข่าวหรือที่ปรึกษา การลงทุน เทคโนโลยี … ข้อมูลเหล่านี้จะมีรูปแบบหรือโครงสร้างที่ชัดเจน และมีความไม่แน่นอนสูง) เพื่อนำมาวิเคราะห์ ตีความ เปรียบเทียบกับอดีต หรือ ทำนายแนวโน้มในอนาคต (อาจจำเป็นต้องใช้ระบบผู้ชำนาญการ (Expert System, ES) เข้าช่วย) แล้วนำมาทำการตัดสินใจ (โดยใช้ DSS ที่กล่าวผ่านมาแล้วเพื่อใช้ช่วยในการตัดสินใจปัญหาที่ไม่เป็นโครงสร้าง) เพื่อวางแผนต่อไป 

 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
242 Hits
0 Comments

DSS (2)

กระทู้ที่แล้ว เราคุยกันไปเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาที่ต้องตัดสินใจซึ่งมี 3 แบบด้วยกัน คือ แบบมีโครงสร้างชัดเจน แบบกึ่งโครงสร้าง และแบบไม่เป็นโครงสร้าง ผมขอขยายความสักหน่อย  

ผู้บริหารระดับต้น ซึ่งต้องดูแลการปฏิบัติการที่ต้องทำเป็นอยู่ประจำ ดังนั้นการตัดสินใจของเขาก็จะเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการ (Operational Decision Making) เพื่อให้มั่นใจว่างานประจำ (เช่น การผลิตสินค้า) หรืองานที่เกี่ยวข้องกับงานประจำเฉพาะเรื่อง (เช่น การสั่งซื้อและการควบคุมวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิต) จะบรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เราจะเห็นว่าการตัดสินใจในระดับนี้เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาในลักษณะที่โครงสร้างชัดเจน (เช่น จะผลิตสินค้าเมื่อใด จะสั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อใด) สามารถกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้าได้ (เช่น กำหนดหลักเกณฑ์อยู่ในโปรแกรม MRP) แล้วก็ทำการตัดสินใจทันที (พอรัน MRP ออกมา ก็สามารถดำเนินการได้ทันที) … ดังนั้นในกระทู้ที่แล้ว ผมจึงบอกว่าในแง่ของการทำงานของผู้บริหารระดับต้นแล้ว มักจะไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรม DSS สักเท่าใดนัก เพราะโปรแกรมต่าง ๆ ที่ให้ใช้ก็สามารถสนับการทำงานของเข้าได้พอเพียงแล้ว 

สำหรับผู้บริหารระดับกลางนั้น โดยทั่วไปงานของพวกเขามักจะเป็นไปในเรื่องของการทำการตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical Decision Making) เพื่อทำให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนดไว้ (เมื่อผู้บริหารระดับสูงวางแผนกลยุทธ์แล้ว ผู้บริหารระดับกลางก็นำมาแปลให้เป็นแผนยุทธวิธี จากนั้นก็ส่งให้ผู้บริหารระดับต้นนำไปปฏิบัติให้สำเร็จลุล่วงไป) ดังนั้นการตัดสินในระดับนี้จึงเกี่ยวข้องกับปัญหาในลักษณะแบบกึ่งโครงสร้าง เช่น การจัดสรรทรัพยากร การวางแผนตารางการผลิต การกำหนดแผนการตลาด ทั้งนี้ก็เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้ได้ … เราจะเห็นว่า บางส่วน (เช่น การกำหนดตารางการผลิต) มันเป็นปัญหาแบบมีโครงสร้างชัดเจนก็จริง แต่มันจะปรับเปลี่ยนไปตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นมาซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตรงนี้มันเหมือนกับไม่กรอบที่ชัดเจนนัก … เมื่อมองสองส่วนนี้รวมกัน กรอบของปัญหามันจึงเป็นการผสมกันอยู่ครึ่ง ๆ เราจึงเรียกว่า ปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง … ผู้บริหารระดับกลางย่อมต้องการ DSS เข้ามาช่วยครับ

ส่วนผู้บริหารระดับสูง ก็ต้องมองไปในอนาคต ต้องทำการกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดเป้าหมาย นโยบาย ขององค์การ เพื่อการวางแผนระยะยาวขึ้นมา พวกเขาย่อมต้องการสารสนเทศเชิงภาพรวมทั้งภายในและภายนอกองค์กร แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าสภาพแวดล้อมต่าง ๆ มันไม่นิ่งหรอกครับ มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพแวดล้อมภายนอก (เช่น การเคลื่อนไหวของคู่แข่ง สภาพการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป) ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ก็ย่อมทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของเหตุการณ์ เกิดความไม่แน่นอน และไม่สามารถกำหนดขั้นตอนการตัดสินใจที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้าได้ ดังนั้นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงจึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic Decision Making) เป็นหลัก และปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบที่ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน … ผู้บริหารระดับสูงย่อมต้องการ DSS เข้ามาช่วยเช่นกัน (โดยผนวกรวมเข้ากับตัวอื่นหรือมีฟังก์ชันที่พิเศษเพิ่มเติมขึ้นมา เพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้น)

ถ้าเรามองกระบวนการตัดสินใจแบบทั่ว ๆ ไป เหมือนกับเราทำเองด้วยมือ มันจะประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอนด้วยกัน กล่าวคือ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
317 Hits
0 Comments

Decision Support System (DSS) (1)

ถ้าเรามองในแง่ของสารสนเทศแล้ว ผู้บริหารหรือผู้จัดการในปัจจุบันนี้ต้องเข้ายุ่งเกี่ยวกับข้อมูลและสารสนเทศมากมาย สารพัดรายงานที่ต้องมานั่งอ่านนั่งดู นำไปเผยแพร่ นำไปกระจายข่าว ดังนั้นบทบาทแรกของเขาก็คือ ต้องเข้าไปรับรู้สารสนเทศต่าง ๆ (Information roles) ที่เกิดขึ้นมาในองค์กร ยิ่งนำเอาระบบจัดการสารสนเทศ (MIS) มาใช้งานด้วยแล้ว รายงานต่าง ๆ ก็ทำได้ไวขึ้น มันก็ต้องดูให้เร็วขึ้นตามไปด้วย

บทบาทต่อมา เมื่อดูแล้ว เข้าใจแล้ว ก็ต้องใช้สารสนเทศเหล่านี้ไปก่อให้เกิดการประสานงานระหว่างบุคลต่าง ๆ (Interpersonal roles) เช่น การจัดแบ่งกลุ่มทำงาน การเป็นผู้นำกลุ่มเพื่อทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ หรือ แม้กระทั่งนำสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนกลุ่มทำงาน … อันนี้ เป็นการสนับสนุนสารสนเทศไปยังผู้เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ตัวผู้บริหารเองก็ต้องใช้สารสนเทศที่มีอยู่ในมือมาทำการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ที่ตนเองต้องบริหาร ก็จะเป็นบทบาทที่สาม คือ การตัดสินใจ (Decision roles) … อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของตนเองโดยตรง … ซึ่งก็คือหัวข้อที่เราคุยกันวันนี้แหละครับ

สมัยก่อนนั้น ฝ่าย IT จะให้การสนับสนุนทางด้านสารสนเทศเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ ทำการรวบรวมข้อมูลแล้วก็เปลี่ยนให้เป็นสารสนเทศตามที่ผู้บริหารต้องการ ทำเสร็จก็ถือว่าจบ หมดหน้าที่แล้ว ผู้บริหารจะนำไปใช้งานอย่างไรก็เรื่องของเขา

แต่ปัจจุบันนี้ข้อมูลมันเยอะ สารสนเทศก็แยะ เรื่องที่ต้องตัดสินใจก็มาก แถมยังต้องการความถูกต้อง รวดเร็วฉับไวทันต่อสถานการณ์อีกด้วย ดังนั้นฝ่าย IT จึงต้องเข้าไปสนับสนุนให้ครบ ทั้งทางด้านการจัดเตรียมสารสนเทศ การกระจายสารสนเทศ และการใช้สารสนเทศเพื่อช่วยในเรื่องการตัดสินใจ

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
157 Hits
0 Comments

เมากาแฟ ...

นอกจาก WMS แล้ว ยังมีอีกตัวหนึ่งที่ใช้มักคู่กัน เมื่อต้องส่งสินค้าไปให้ลูกค้า ซึ่งก็คือ TMS หรือ Transportation Management System หรือ ระบบจัดการด้านการขนส่งสินค้า ผมเห็นส่วนนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยใช้ เพราะโรงงานที่ผมเคยทำงานอยู่นั้น เป็นโรงงานที่ทำการผลิตเพื่อส่งออกไปยังลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศทั้งหมด ดังนั้นเราก็จะอาศัยบริษัทต่าง ๆ ที่เขาทำเรื่องโลจิสติกส์มาขนส่งให้

ลูกค้าส่วนมากก็จะมีบริษัทที่เขาใช้เป็นประจำอยู่แล้ว เขาก็จะระบุมาเลยว่า เขาต้องการให้บริษัทนั้น บริษัทนี้ จัดการเรื่องโลจิสติกส์ให้เขา เราก็ดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น … ถ้าลูกค้าไม่กำหนด เราก็ดำเนินการจัดหาให้เขา เราก็ใช้บริษัทที่คุ้นเคยกับเราเช่นกัน เพราะมันคุยกันง่าย 

ผมเคยถามผู้ติดตั้งว่า TMS ว่ามันทำอะไรให้กับผมได้บ้าง เขาก็บอกว่า ก็วางแผนกำหนดเส้นทางการขนส่ง โหลดของขึ้นรถ เอาของลงตามรายทาง มีการตรวจสอบ/บันทึกข้อมูลของสินค้าทั้งขาขึ้นและลง คำนวณกล่อง/ลังให้เหมาะสมกับปริมาตรของตู้คอนเทนเนอร์ อะไรพวกนี้แหละครับ ผมเองก็ไม่เคยใช้ ไม่เคยเปิดโปรแกรมดูด้วยซ้ำไป พูดไปก็จะผิดเปล่า ๆ     

จากที่คุยกันมาหลายตอน ก็พอสรุปได้ว่า เส้นสีแดงที่ผมล้อมรอบเอาไว้นั้น เราได้คุยกันไปแล้วนะครับ หรือ พูดกันง่าย ๆ ว่า ระบบ ERP มันทำได้ตามนั้นทั้งหมด

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
243 Hits
0 Comments

Warehouse Management System (WMS)

โปรแกรมอีกตัวหนึ่งที่สำคัญและจะเชื่อมอยู่กับ ERP ก็คือ โปรแกรม Warehouse Management System หรือ WMS สำหรับใช้ช่วยในเรื่องการจัดการคลังสินค้านั่นเอง …

สำหรับคลังสินค้าขนาดใหญ่ ๆ หน่อย ถ้าไม่มีตัวนี้ช่วยก็คงจะจัดการได้ไม่ดีนัก เพราะเราจะมีรายการวัตถุดิบบ้าง สินค้าบ้าง กองอยู่ในนั้นหลาย ๆ หมื่นรายการ ถ้ามีโปรแกรม WMS (รวมทั้งเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น บาร์โค้ด RFID) ช่วยแล้ว จะจัดเก็บ จะค้นหาวัตถุดิบแต่ละตัว จะเบิกจ่าย ทำได้เร็วขึ้นมาก

ลองนึกถึงธนาคารดูนะครับ ถ้าเราเอาเงินฝากไว้ 100 บาท เราต้องถอนได้ เราสามารถใส่เงินเพิ่มได้ เราต้องตรวจสอบเงินคงเหลือได้ เราดูได้ว่าเราถอนวันไหน ถอนไปเท่าใด ใส่เพิ่มเข้าไปวันไหน ใส่เพิ่มเท่าใด … ที่สำคัญ เงินเราต้องไม่หาย ใส่เข้าไป 100 บาท มันก็ต้องมีให้เราเบิกจนครบหนึ่งร้อยบาท ไม่ว่าจะเบิกกี่ครั้งก็ตาม

คลังสินค้าก็คล้าย ๆ กับธนาคารนี่แหละ ฝ่ายจัดซื้อเอาวัตถุดิบ (หรือสินค้า) ที่ซื้อมาใส่เข้าไปเก็บเอาไว้ มันก็เหมือนกับเราใส่เงินเข้าไปเก็บไว้ในธนาคาร จะเบิกจ่าย จะส่งคืน จะตรวจสอบ มันต้องบอกได้อย่างถูกต้อง … และประเด็นสำคัญก็คือมันต้องมีตัวเลขตรงกันระหว่างตัวเลขที่บันทึกไว้ (จะอยู่ในฐานข้อมูล หรือ จดไว้ในสมุด ก็ตาม) กับตัวเลขของวัตถุดิบหรือสินค้าที่จัดเก็บอยู่จริง ๆ (ที่ผมเดินเข้าไปนับมันกับมือ) … มันก็เท่ากัน เหมือนกับผมเห็นตัวเลข 100 บาทในสมุดฝากเงิน ผมก็ต้องเบิกเงินได้ 100 บาท ตามที่ระบุไว้ในสมุด 

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
396 Hits
0 Comments

Advanced Planning System (APS)

นอกจาก MES (Manufacturing Execution System) แล้ว ผมยังพบว่า มีซอฟต์แวร์อีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากในเรื่องการวางแผน คือ Advanced Planning System หรือ APS … จริง ๆ แล้ว APS ทำงานได้กว้างทีเดียว แต่จะขอยกมาอธิบายในเชิงการนำมาใช้งานบางเรื่องเท่านั้น …

โรงงานที่ผมทำงานนั้น พอปลายปีเราก็ต้องวางแผนการผลิตในปีหน้า สิ่งที่ต้องทำก็คือ เทียบกำลังการผลิตที่เรามี (Supply) กับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (Demand) … ถ้ามันเท่ากันก็ OK เช่น เรามีกำลังการผลิตคิดเป็นตัวเงินสัก 100 ล้านบาท แล้วเรามียอดขายคิดเป็นตัวเงินแถว ๆ 100 ล้านบาท แสดงว่า ปริมาณลูกค้าต้องการกับปริมาณที่เราทำได้พอ ๆ กัน … อันนี้ก็ยิ้มแล้วครับ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้มากกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply มากกว่า Demand อันนี้ผมต้องขอให้ฝ่ายขายช่วยไปหาสินค้าเข้ามาผลิตเพิ่มหน่อย เพราะเรามีกำลังการผลิตเหลือ

ถ้าปริมาณที่เราทำได้น้อยกว่าปริมาณที่ลูกค้าต้องการ หรือ Supply น้อยกว่า Demand ก็แสดงว่า เราทำไม่ทัน มันก็จะต้องมามองว่า เราจะลงทุนซื้อเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไหม หรือ จะเอาต์ซอร์ส (outsource) บางส่วนออกไป หรือ จะให้ฝ่ายขายไปขอโทษขอโพยลูกค้าว่า ช่วยลดยอดคำสั่งซื้อลงหน่อยเถอะ ผมทำไม่ทันจริง ๆ

มันเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังการผลิตกับยอดขายนี่แหละ … เรารู้จักกันในนามของ Sale and Operation Planning หรือ S&OP …

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
158 Hits
0 Comments

Manufacturing Execution System (MES)

กระทู้ที่แล้ว ผมได้ขยายภาพของ ERP มาให้เห็นในระดับ Enterprise System หรือ ระบบที่ใช้ทั่วทั้งวิสาหกิจขนาดใหญ่ นอกจากนั้น ขอให้สังเกตหน่อยว่า มันมีตัว EC หรือ E – Commerce พ่วงเข้ามาด้วยนะครับ นั่นหมายความว่า องค์กรที่ใช้ ERP และมีโมดูล EC ติดตั้งอยู่ ก็สามารถทำธุรกิจแบบ EC ได้ตั้งแต่ปี 2005 …แต่ขอค้างเอาไว้ก่อน เราจะคุยเรื่องนี้กันในภายหลัง

ขอย้อนไปในช่วงประมาณปี 2000 ได้มีมาตรฐานออกมาตัวหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็น ISA95 – 2000) เพื่อทำการกำหนดระดับชั้นของสารสนเทศในอุตสาหกรรม โดยแบ่งเป็นระดับ ๆ ดังรูป

 ระดับบนสุด คือ ระดับ 5 (Level 5: Distribution) จะเกี่ยวข้องกับ การวางแผนการขนส่ง การควบคุมสินค้าคงคลังในโซ่อุปทาน การพยากรณ์ความต้องการสินค้า …. ระดับนี้มันจะมองสารสนเทศที่อยู่ภายนอกกรอบของโรงงาน

ระดับ 4 (Level 4: Plant) จะเกี่ยวข้องกับ การประมวลคำสั่งซื้อ การจัดซื้อ การวางแผนการผลิต การบัญชี … ระดับนี้จะมองสารสนเทศในระดับภายในกรอบของโรงงาน

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
377 Hits
0 Comments

ERP (2)

พอหลาย ๆ ส่วนมันบูรณาการเข้าด้วยกัน มันสบายก็จริง แต่มันยังมีประเด็น … สมมติต่อไปว่า เมื่อฝ่ายจัดซื้อได้วัตถุดิบเข้ามา หลังจากตรวจรับแล้ว ก็เก็บเข้าไปในคลังสินค้า มันก็ต้องมีการจัดการวัตถุดิบที่กองอยู่ในนั้น ทีนี้ถ้าไม่รู้ว่า มีอะไรกองอยู่บ้าง ก็จะซื้อเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ กองวัตถุดิบก็สุมอยู่ในนั้น … มันเงินของเราทั้งนั้นนะครับ … ธุรกิจการผลิตใหญ่ ๆ นี่ มีเงินกองอยู่ในคลังสินค้าตามมูลค่าของวัตถุดิบเป็นสิบ ๆ ล้านบาทเลยทีเดียว … มันไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง

นอกจากนั้น เมื่อคลังสินค้าจ่ายวัตถุดิบเข้ามาให้ฝ่ายผลิต ฝ่ายผลิตก็ผลิตไปเรื่อย … แทนที่มันจะไหลไปเรื่อย ๆ มันกลับมีสินค้าที่ยังผลิตไม่เสร็จกองรออยู่ในสายการผลิตเต็มไปหมด (เราเรียกว่า Work in process หรือ WIP หรือ งานระหว่างทำ) … เงินของเราก็ไปกองอยู่ในสายการผลิตอีก … ทำผลิตเสร็จแล้ว สินค้าก็ถูกส่งกลับเข้าไปเก็บในคลังสินค้าเพื่อรอขาย รอจัดส่ง … เงินของเราก็กองอีก … นี่ถ้ากู้เงินธนาคารมาซื้อวัตถุดิบเพื่อมาผลิตสินค้า … ไอ้ที่กอง ๆ อยู่นี่ก็เสียดอกเบี้ยบานแล้ว

ถ้าเรามองในแง่นี้ เราจะทำอย่างไรให้วัตถุดิบที่รับเข้ามามันไม่ต้องกองรออยู่ที่คลังสินค้า … ให้มันไหลเข้าสู่สายการผลิต … แล้วก็ผลิต ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อย โดยไม่ให้มี WIP กองอยู่ในสายผลิต … เมื่อผลิตเสร็จแล้ว ก็ขนขึ้นรถส่งไปให้ลูกค้า … รีบเก็บเงินเก็บทองเข้ามาจ่ายค่าวัตถุดิบให้ซัพพลายเออร์ … เอากำไรมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายเงินเดือนพนักงาน … เราจะเห็นว่า มันเป็นเรื่องของการทำให้วัตถุดิบมันเปลี่ยนเป็นสินค้าอย่างราบลื่น ไหลไปให้เร็วที่สุด และไม่มีโน่น นี่ นั่น กองให้เสียเงิน เสียทอง เสียเวลา ไปโดยเปล่าประโยชน์

การพิจารณาในเชิงการไหลแล้ว เราจะเห็นว่า กระบวนการด้านหน้าเป็นผู้ส่งมอบงานให้กับกระบวนการถัดไป เช่น Purchasing ก็ย่อมส่งวัตถุดิบให้กับ Production เมื่อ Production ผลิตเสร็จแล้ว ก็ต้องส่งมอบให้กับ Distribution … ทีนี้ถ้าการส่งมอบข้างต้นไม่สอดประสานกัน เช่น Purchasing จ่าย (Supply) วัตถุดิบล่าช้า หรือ ไม่ตรงกับที่ Production ต้องการ มันก็เกิดปัญหา ทำนองเดียวกัน Production ผลิตล่าช้า มันก็ไม่มีของส่งไปให้ Distribution เมื่อ Distribution ไม่มีสินค้า ก็ส่งให้ลูกค้าไม่ได้ … มันก็เคาะลูกระนาดกันไปเรื่อยตั้งแต่ต้นทางไปยังปลายทาง

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
229 Hits
0 Comments

ERP (1)

กระทู้ที่แล้ว เราก็คุยกันในเรื่อง MRP II ไปแล้ว ผมขอสรุปให้ฟังคร่าว ๆ อีกครั้งว่า MRP II ทำอะไรได้บ้าง … ก็เริ่มด้วยการวางแผนการผลิต จัดทำ BOM ช่วยควบคุมสินค้าคงคลัง ทำการรัน MRP เพื่อวางแผนจัดซื้อวัตถุดิบ ทำการวางแผนกำลังการผลิตและกำหนดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการผลิต ช่วยในเรื่องการควบคุมข้อมูลใน Shop floor ช่วยในเรื่องการคำนวณต้นทุนในการผลิต … ต่อมาก็มีการเพิ่มโมดูลเสริมเข้าไปอีก เช่น ช่วยรวบรวมข้อมูลใน Shop floor ช่วยในเรื่องการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ช่วยในเรื่องการจัดการเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิต การวางแผนธุรกิจ การจัดการเรื่องสัญญา การวิเคราะห์การขายและการพยากรณ์การขาย เป็นต้น … แต่ทั้งหลายทั้งปวงมันถูกนำมาใช้ในเรื่องการผลิตล้วน ๆ แม้ว่ามันก็แหย่ขาไปเกี่ยวกับทางด้านธุรกิจอยู่บ้าง แต่น้ำหนักของมันก็ยังอยู่ในเรื่องการผลิตเป็นส่วนมาก ยังคงจำรูปนี้ได้ไหมครับ

 MRP II มันโฟกัสไปที่การจัดการด้านการดำเนินการ/การผลิต (Production/Operations Management) เป็นหลัก และก็เชื่อมต่อโดยตรงอยู่กับฝ่ายบัญชี (คือมีการส่งผ่านข้อมูลไปยังฝ่ายบัญชี (Accounting) ซึ่งมันก็จะเชื่อมไปยังเรื่องของการเก็บเงิน/จ่ายเงินในส่วนของการเงิน (Finance) ด้วย) ดังนั้น ข้อมูลต่าง ๆ มันก็จะวิ่งอยู่แค่นี้ แผนกอื่น ๆ จะเข้ามาใช้งานร่วมด้วยก็ยุ่งยาก

ผมเองได้ใช้ MRP II กับเขา เมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายแนะนำผลิจภัณฑ์ใหม่ (New Product Introduction, NPI) ซึ่งมีหน้าที่สร้าง BOM ออกแบบกระบวนการผลิต และเสนอราคาให้กับลูกค้า … เมื่อลูกค้า OK … มันก็ต้องไปคุยกับฝ่ายวางแผนการผลิต และฝ่ายจัดซื้อ … ซึ่งใช้ MRP II กันอยู่แล้ว … ก็เลยเห็นวิธีการใช้งานของฝ่ายต่าง ๆ การไหลของข้อมูลจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง … ตรงไหนไม่เข้าใจ คนที่ใช้อยู่ก็อธิบายให้ฟังมั่ง เอาเอกสารที่ได้จากการอบรม/คู่มือมาสอนมั่ง … ก็ต้องถือว่า คนเหล่านี้เป็นครูบาอาจารย์ผู้ให้ความรู้ผมเหมือนกัน … ตอนนี้ก็ยังนึกหน้าพวกเขาและจำภาพเก่า ๆ ได้อยู่    

ถ้าสมมติว่าเรานั่งอยู่ในโปรแกรม MRP II แล้วมองออกไปจากกรอบของมัน เราจะเห็นว่า มันมีส่วนหรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นก่อน MRP II ก็มี เกิดหลังก็มี วิ่งคู่กันก็มี ดังนั้นถ้าเราพัฒนาโปรแกรมให้มันขยายออกไปครอบคลุมทั้งทางด้านการผลิตและการให้การสนับสนุนการผลิตทั้งหมดเลยได้ไหม โดยยกเอาการทำธุรกรรม หรือ ทำรายการขึ้นมาเป็นกรอบในการพิจารณา  ทั้งนี้ก็เพื่อให้การใช้ทรัพยากรร่วมกันได้ทั่วทั้งองค์กร (Enterprise) ตัวอย่างเช่น

Continue reading
Tags:
Rate this blog entry:
247 Hits
0 Comments