MSITBlog

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) (1)

เมื่อเรารู้ว่า ปัญหาที่เราต้องการแก้คืออะไร (จากผังพาเรโต) สามารถวัดผลของปัญหาออกมาเป็นตัวเลขได้ (ผังฮิสโตแกรม) และสามารถกำหนดเป้าหมายใหม่ได้ … ต่อไปก็ต้องช่วยระดมความคิดออกมาว่า ปัญหานั้นมันเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง

ตอนทำการระดมความคิดนั้นย่อมได้ความคิดออกมามากมายจากสมาชิก ถ้าเราสามารถจับกำหนดกลุ่มหรือเรื่องที่จะคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน แล้วนำมาแสดงรวมอยู่ในภาพเดียวกัน ก็จะทำให้สมาชิกในทีมแก้ปัญหาซึ่งมาจากพื้นที่ต่างกันทำความเข้าใจปัญหาในมุมมองของพื้นที่อื่น ๆ ที่ตนเองมิได้ทำงานอยู่ได้รวดเร็วขึ้น

ตัวอย่างเช่น ผมอยู่ฝ่ายจัดซื้อผมย่อมมองปัญหาในมุมมองของการจัดหาวัตถุดิบเป็นหลัก ผมย่อมนึกไม่ออกว่าปัญหามันจะเกิดมาจากกระบวนการผลิตได้อย่างไร เมื่อสมาชิกของทีมที่อยู่ฝ่ายผลิตคิดออกมาและอธิบายให้ฟัง ผมก็ย่อมได้ความรู้และความเข้าใจไปด้วย … ผังก้างปลาก็จะถูกนำมาช่วยตรงนี้แหละครับ

ผังก้างปลา (Fishbone Diagram) หรือ เรียกเป็นทางการว่า “ผังแสดงเหตุและผล (Cause and Effect Diagram)” จะเป็นผังหรือภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ที่เป็นผลของปัญหา (Effect) กับสาเหตุทั้งหมดที่เป็นไปได้ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหานั้น (All Possible Causes) … โดยทั่วไปเรามักคุ้นเคยกันในชื่อของ "ผังก้างปลา (Fishbone Diagram)" มากกว่า เพราะว่าหน้าตาของผังมันมีลักษณะคล้ายปลาที่เหลือแต่ก้างดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  89 Hits
  0 Comments
89 Hits
0 Comments

การ Excel ช่วยสร้าง Histogram Chart

เพื่อง่ายต่อการอธิบาย ผมก็จะใช้วิธีง่าย ๆ ผ่านการการอธิบายในเชิงจับข้อมูลมาใส่กระป๋องและใช้ข้อมูลที่ผ่านมาในบล็อก Histogram (2) มาสร้างเป็นตารางข้อมูลใน Excel (ตั้งแต่เซลล์ D5 ถึง M8 ซึ่งผมล้อมกรอบเอาไว้ด้วยเส้นสีแดง) ดังรูป ... ถ้าจะทำตามผมก็ขอให้คัดลอกข้อมูลให้ตรงเซลล์นะครับ เราจะได้ทำไปพน้อม ๆ กัน

ส่วนด้านล่างต่ำลงมา ผมจะสร้างตารางเอาไว้ (ใช้ชื่อว่า “ตัวแปร” “คำนวณ” และ “ค่าที่ใช้”) เพื่อเอาไว้ใส่ชื่อของตัวแปร ตัวเลขของตัวแปรที่คำนวณ และ ค่าที่นำมาใช้งานจริง (ในกรณีที่ต้องมีการปัดทศนิยม) … ส่วนที่อยู่ด้านขวาของตาราง (ที่ขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย “=”) ผมแสดงคำสั่งของ Excel ที่ต้องใช้ในการคำนวณเอาไว้

เรามาดูตัวแปรที่ผมเขียนเอาไว้ในตารางช่อง "ตัวแปร" กันก่อน ... 

n หมายถึง จำนวนข้อมูลทั้งหมด 

Continue reading
  81 Hits
  0 Comments
81 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (3)

ในบล็อกนี้ เราจะมาดูการกระจายตัวของข้อมูลที่เราสร้างขึ้นมาว่ามันบอกอะไรเราได้บ้าง … บางคนเขาก็เรียกว่า "การอ่านผล" จากกราฟฮิสโตแกรม …

แนวทางที่เขาแนะนำเอาไว้ ก็จะเป็นดังนี้ครับ ...

รูปทรงระฆังคว่ำ

Continue reading
  119 Hits
  0 Comments
119 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (2)

ถ้าเราบอกขั้นตอนกันไปเรื่อย ๆ ก็จะดูเหมือนง่าย แต่มันจะไม่เข้าใจกัน ผมจะยกตัวอย่างข้อมูล แล้วอธิบายไปเรื่อย ๆ นะครับ

ผมขอสมมติต่อจากบล็อกที่แล้วว่า ทางภัตราคารต้องการแก้ปัญหาในเรื่อง “เสียเวลาคอยนาน” ก่อน จึงให้พนักงานทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาในการสั่งอาหาร โดยจับเวลาตั้งแต่ลูกค้าสั่งอาหารจนได้รับอาหารครบถ้วนแต่ละครั้งนั้นใช้เวลากี่นาที … พนักงานก็ได้ทำการเก็บข้อมูลต่อเนื่องกันในหนึ่งสัปดาห์ถัดไป ได้ผลออกมาดังนี้

จากข้อมูล เวลารอคอยอาหารที่น้อยที่สุดคือ 6 นาที (เช่นลูกค้าเข้ามาทานอาหารคนเดียวและสั่งอาหารจานเดียวแบบง่าย ๆ ทาน) และเวลารอคอยอาหารที่นานที่สุดคือ 35 นาที (เช่นลูกค้าเข้ามาทานอาหารหลายคน จึงสั่งอาหารหลายอย่าง และอาจสั่งอาหารที่ต้องใช้เวลาจัดเตรียมนาน เช่น ปลาเก๋านึ่งมะนาว เป็นต้น) … เมื่อคำนวณหาค่าเฉลี่ยของเวลารอคอยอาหาร โดยการนำข้อมูลทั้งหมดมาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนข้อมูล จะได้ออกมาจะได้เท่ากับ 19.35 นาที

นอกจากนั้น ผู้เก็บข้อมูลพบว่า เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้ายังไม่ได้อาหารหลังจากสั่งไปแล้วประมาณ 15 นาที ลูกค้าส่วนมากจะเริ่มแสดงถึงความไม่พึงพอใจ บางรายจะเรียกพนักงานให้ตามอาหารให้ด้วย … เมื่อตรวจสอบตามข้อมูลที่เก็บมา พบว่ามีถึง 27 ครั้งจาก 40 ครั้งที่เวลารอคอยอาหารนานเกิน 15 นาที ซึ่งคิดเป็น 67.5% หรือ กล่าวง่าย ๆ ว่า ลูกค้ามีโอกาสจะเกิดอาการหงุดหงิดไม่สบอารมณ์มากกว่าครึ่ง … น่ากลัวไหมครับ ยิ่งถ้าไปเจอลูกค้าประเภท “อร่อยนะผมไม่กลัว แต่กลัวช้า” ผมว่ามันจะเสียลูกค้าเอานะครับ

Continue reading
  82 Hits
  0 Comments
82 Hits
0 Comments

ผังฮิสโตแกรม (Histogram Chart) (1)

เครื่องมือตัวต่อไปที่เราจะยกขึ้นมาคุยกันก็คือ ผังฮิสโตแกรมครับ … 

โดยทั่วไป ถ้าข้อมูลที่เก็บมานั้นเป็นข้อมูลแบบตัวเลขและเราต้องการดูแค่ค่าเฉลี่ย (average) ค่าพิสัย (range) อะไรพวกนี้ ... เราก็สามารถคำนวณได้ตามวิธีการปกติทั่วไปได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยกราฟเข้ามาช่วยแต่ประการใด

แต่ถ้าเราต้องการดูรูปทรงของการกระจายตัวของข้อมูลว่ามันเป็นอย่างไร … มันเบ้ซ้าย เบ้ขวา หรือ เป็นรูประฆังคว่ำ อะไรแบบนี้ ... เราต้องใช้รูปกราฟเข้าช่วยแล้วครับ … กราฟแบบหนึ่งที่เรามักนำมาใช้กันคือ ผังฮิสโตรแกรม รูปร่างหน้าตาก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง

ผังฮิสโตแกรม จะมีลักษณะเป็นกราฟแท่งที่นำมาใช้แสดงความถี่ในการการเกิดซ้ำของข้อมูลที่มีการจัดเป็นลุ่มหรือหมวดหมู่ โดยแท่งกราฟที่แสดงไว้นั้นจะมีความกว้างเท่ากันและมีด้านข้างติดกัน (เวลาเราเขียนกราฟขึ้นมา เรามักจะเว้นระยะได้นิดหน่อย เพื่อให้สังเกตุเห็นได้ง่าย) โดยทั่วไปแล้วศูนย์กลางของฮิสโตแกรมจะอยู่ที่แท่งที่เป็นค่าความถี่สูงสุด ส่วนความถี่รองลงมาจะกระจายลดหลั่นไปตามลำดับ

Continue reading
  106 Hits
  0 Comments
106 Hits
0 Comments

การใช้ Excel สร้างผังพาเรโต

มีผู้อ่านส่งเมล์มาขอให้ช่วยอธิบายว่าจะใช้ Excel สร้างผังพาเรโตอย่างไร … ย่อมได้อยู่แล้ว ตามนี้ครับ

เริ่มด้วยเปิดโปรแกรม Excel ขึ้นมา แล้วป้อนข้อมูลดังรูปด้านล่างเข้าไปครับ … ขอให้คอลัมน์ แถว เซลล์ ตรงกับที่แสดงไว้นะครับ (เช่น คำว่า "รหัส" พิมพ์เอาไว้ที่เซลล์ B2 เป็นต้น) เพราะเวลาผมอ้างอิงว่า เซลล์นั้น เซลล์นี้ จะได้ไม่งงกัน

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนที่เราคุยกันในบล็อกที่แล้วนั้น ข้อมูลรหัส G ถึง T ตามรูปที่แสดงไว้ด้านล่างจะเป็นเรื่องร้องเรียนเบ็ดเตล็ด (ผมขี้เกียจพิมพ์ ก็เลยใส่เป็น “…..” เอาไว้) เพื่อประหยัดเวลาในการคำนวณด้วยมือ ผมก็เลยจับมานับรวมกันได้ 14 เรื่อง แล้วตั้งชื่อใหม่เป็นเรื่องร้องเรียน “อื่น ๆ” จากนั้นก็นำมาใส่ไว้ที่รหัส G แทนของเดิม แล้วก็ลบส่วนที่เหลือทิ้งไป  

แต่คราวนี้เราจะใช้ Excel เข้าช่วยคำนวณ ข้อมูลขนาดนี้จิ๊บจ๊อย ดังนั้นเราจะปล่อยเอาไว้แบบเดิมก็แล้วกัน

Continue reading
  77 Hits
  0 Comments
77 Hits
0 Comments

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (2)

เรามาคุยกันต่อในเรื่องการสร้างผังพาเรโตต่อจากบล็อกที่แล้วครับ …

ปัจจุบันนี้ เราสามารถใช้ Excel มาช่วยสร้างผังพาเรโตได้ง่าย ๆ สบายมาก เพียงแค่ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง แล้วเลือกการกราฟ ... โปรแกรมมันจะทำการคำนวณและสร้างผังออกมาให้ทันที … อย่างไรก็ตาม ผมก็ขอแสดงวิธีการสร้างให้ดูเพื่อความเข้าใจก็แล้วกัน เวลาใครถามถึงวิธีการสร้าง เราจะได้ตอบได้ อธิบายได้

ถ้าว่ากันตามหลักการของวิธีการสร้างผังพาเรโตแล้ว โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยสองขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ การจัดเตรียมข้อมูล และ การสร้างผัง ... เรามาดูกันไปทีละข้อครับ

1) การจัดเตรียมข้อมูล

1.1) เราต้องกำหนดและแบ่งข้อมูลที่ต้องการเก็บบันทึกเสียก่อน … เริ่มต้นด้วยการตอบคำถามว่า เราต้องการข้อมูลอะไร เพื่อทำการวิเคราะห์อะไร เราต้องแบ่งประเภทหรือชนิดของข้อมูลให้ได้ก่อน เช่น ลักษณะข้อบกพร่องของสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

Continue reading
  124 Hits
  0 Comments
124 Hits
0 Comments

ผังพาเรโต (Pareto Chart) (1)

เรามาทบทวนกันหน่อย … สมมติว่า ลูกค้าร้องเรียนมาว่าสินค้าของเรามีปัญหาทางด้านคุณภาพ โดยทั่วไปการร้องเรียนก็มักจะบอกออกมาเป็นเชิงคำพูด เช่น แป้นพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ที่เราผลิตขึ้นมามีปัญหา (สมมติว่า ผมใช้อักษร “Y” แทนปัญหาในภาพรวม) เมื่อเรารวบรวมข้อมูลมากขึ้น เราก็จะได้รายละเอียดต่าง ๆ เช่น แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป (สมมติว่า ผมใช้อักษร Y1 แทน) แป้นพิมพ์โยกคลอน (ใช้ Y2 แทน) ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด (และใช้ Y3 แทน) เป็นต้น … ดังนั้นผมสามารถเขียนแบบทั่ว ๆ ไปได้ว่า

Y = Y1 + Y2 + Y3

หรือ ปัญหาเรื่องแป้นพิมพ์นั้น ประกอบไปด้วย แป้นพิมพ์กดแล้วแข็งไป แป้นพิมพ์โยกคลอน ตัวอักษรบนแป้นไม่คมชัด

ตามข้อมูลนี้ แสดงว่าเรามีปัญหาที่กระบวนการผลิตและประกอบแป้นพิมพ์แล้วละครับ ... และเพื่อจะให้ทีมแก้ปัญหาเข้าใจว่ากระบวนการผลิตแป้นพิมพ์อย่างไร เราก็ต้องใช้ผังการไหลของกระบวนผลิตและประกอบแป้นพิมพ์เข้ามาช่วย

Continue reading
  84 Hits
  0 Comments
84 Hits
0 Comments

ใบบันทึกข้อมูล (Check Sheet)

Check Sheet นี่ ผมขอแปลว่า ใบบันทึกข้อมูล หรือ ใบลงข้อมูลก็แล้วกัน … เครื่องมือตัวนี้เวลาสอนในห้อง มักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้เรียนสักเท่าใด เพราะไปคิดเอาว่าก็แค่เอากระดาษไปจด ๆ ข้อมูลมา มันก็จบแล้ว … เมื่อมองง่าย ๆ แบบนั้น มันก็ดูเหมือนง่าย ๆ แบบนั้นเหมือนกัน … แต่ผมคิดว่า มันมีอะไรมากกว่านั้น เรามาคุยกัน

ใบบันทึกข้อมูล จะเป็นเอกสารที่เราสร้างขึ้นมาเป็นตารางที่แสดงรายการรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อมูล เอกสาร (หรือ ตารางนี้) ต้องออกแบบให้ง่ายต่อการจดบันทึกข้อมูล สะดวกต่อการจำแนกข้อมูลและวิเคราะห์ผล (หมายความว่า สามารถทำบนเอกสารนั้นได้เลย ไม่ต้องมากรอกใหม่ ทำเอกสารใหม่ ซึ่งเสียเวลา) จึงมักจะมีช่องให้พนักงานผู้เก็บข้อมูลสามารถทำเครื่องหมายใด ๆ ลงได้เลย

ดังนั้นประเด็นสำคัญในการออกแบบใบบันทึกข้อมูลก็คือ เราต้องรู้ว่าเราจะไปเก็บข้อมูลของอะไร จะเก็บอย่างไร ข้อมูลนั้นจะเอาไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และนอกจากตัวข้อมูลแล้ว มีสิ่งใดบ้างที่เราต้องการทราบจากการบันทึกนี้ (เช่น ชิ้นงานอะไร บันทึกที่ไหน บันทึกเมื่อใด ใครบันทึก เป็นต้น)

ผมยกตัวอย่างในโรงงานก็แล้วกัน ถ้าพูดง่ายๆ เราจะใช้ใบบันทึกข้อมูล เมื่อเราต้องติดตามดูผลการผลิตของเรา หรือ เมื่อเราต้องการหาสาเหตุของความผิดปกติออกไปจากข้อกำหนดที่ตั้งเอาไว้ หรือ เมื่อเราต้องการตรวจสอบดูว่าปัญหามันคืออะไร มากน้อยเท่าใด เหล่านี้เป็นต้น

Continue reading
  86 Hits
  0 Comments
86 Hits
0 Comments

ตารางแสดงเหตุและผล (Cause & Effect Matrix)

ตารางเหตุและผล (บางทีเรียกสั้น ๆ ว่า C&E Matrix) นี้ ไม่เกี่ยวกับโฟล์วชาร์ตซึ่งเป็นเครื่องมือใน 7 QC Tools นะครับ … แต่เราคุยเรื่องการแก้ปัญหานี่ ผมก็เลยหยิบมาเล่าเพิ่มเติมให้ฟังเพื่อให้ทีมแก้ปัญหานำไปใช้งาน …

ผมต้องขอสมมติก่อนว่า เราผลิตกล่องโลหะสี่เหลี่ยมแบบมีฝาปิด/เปิดด้านบน เพื่อใส่ของกระจุกกระจิก ผมแสดงรูปเอาไว้ด้านล่าง

และผมสามารถเขียนผังการไหลของกระบวนการผลิตได้ดังนี้

Continue reading
  105 Hits
  0 Comments
105 Hits
0 Comments

ผังการไหลของกระบวนการ (Flow Process Chart)

ผมขอเริ่มด้วยผังการไหลของกระบวนการก่อนก็แล้วกัน โดยขอสมมติเอาว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นมาแล้วและเราต้องการรู้ว่ามันเกิดขึ้นที่ไหน เราก็ต้องเขียนกระบวนการทำงานออกมาเป็นรูปภาพที่แสดงให้เราเข้าใจได้ว่า กระบวนการทำงาน (ที่เกิดปัญหาขึ้น) นั้น ในภาพรวม (จากต้นถึงท้าย) เป็นอย่างไร

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผังการไหลของกระบวนการจะนำมาใช้แสดงถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในกระบวนการหนึ่ง ๆ เพื่อให้ทีมแก้ปัญหาทำความเข้าใจกระบวนการเจ้าปัญหาไปทางเดียวกัน

อย่าลืมนะครับว่า เวลาแก้ปัญหานั้น เราจะใช้ทีมแบบข้ามสายงาน ฉะนั้นสมาชิกบางคนอาจจะไม่เข้าใจกระบวนการเจ้าปัญหาทั้งหมดก็เป็นได้ เช่น สมาชิกที่มาจากฝ่ายผลิตย่อมเข้าใจกระบวนการผลิตเป็นอย่างดี แต่สมาชิกที่มาจากฝ่ายจัดซื้ออาจจะไม่เข้าใจกระบวนการผลิตเลยก็เป็นได้ เพราะไม่เคยทำงานในสายการผลิตมาก่อน แต่เขาก็มีส่วนร่วมในเชิงการจัดหาวัตถุดิบเข้ามาใช้งาน

ในสมัยก่อน การทำงานในโรงงาน มันย่อมมีกิจกรรมหลาย ๆ กิจกรรมต่อเนื่องเรียงกันไป เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เขาก็เลยกำหนดสัญลักษณ์ที่ใช้แทนกิจกรรมเอาไว้ดังรูป

Continue reading
  169 Hits
  0 Comments
169 Hits
0 Comments

7 QC Tools

เรามาดูเครื่องมือกลุ่มแรกก่อนคือ 7 QC Tools … โดยเครื่องมือกลุ่มนี้มักจะนำมาใช้กับข้อมูลที่เป็นตัวเลข

ตัวอย่างเช่น ผมได้รับการว่าจ้างให้ตัดเหล็กเส้นกลม ๆ แบบหลอดดูดกาแฟ สัก 1,000 เส้น โดยกำหนดให้ความยาวแต่ละเส้นเท่ากับ 50 เซนติเมตร +/- 0.5 เซนติเมตร … ถ้าเป็นแบบนี้ ผมสามารถวัดเป็นตัวเลขได้ นับจำนวนได้ สามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่า เหล็กที่ตัดมาทั้งหมด 1,000 อันนี้ มีสั้นไป ยาวไป กี่อัน … มีค่าเฉลี่ย (average) ความยาวของเหล็กเส้นทั้งหมดเป็นเท่าใด มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) เท่าใด มีรูปร่างการกระจายตัวเป็นอย่างไร เป็นต้น

ทีนี้พอมันเกิดปัญหาขึ้นมา มันก็ต้องไปดูกระบวนการตัดเหล็กเพื่อหาว่าปัญหาน่าจะเกิดขึ้นที่กระบวนการใด (เช่น การวัด การตัด) แล้วผมก็เข้าไปในพื้นที่นั้นเพื่อไปเก็บข้อมูลเพื่อนำมาดูว่าลักษณะของปัญหาใดเกิดขึ้นมากน้อยเท่าใด และผมควรแก้ปัญหาเรื่องใดก่อน เมื่อกำหนดได้แล้วก็ต้องมาดูต่อไปว่า ปัจจัยใดบ้างที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหา แล้วผมจึงมาหาวิธีการแก้ปัญหา เป็นต้น

ก็มีคนเขาคิดเครื่องมือขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังที่ผมกล่าวมาแล้ว เรารู้จักกันโดยทั่วไปว่า 7 QC Tools (แม้ว่ามันจะถูกนำมาใช้ในโรงงานในแง่ของเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหาด้านคุณภาพมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มันใช้กับปัญหาภายนอกโรงงานไม่ได้ … กลับกันมันยังคงใช้ได้ดีทีเดียว เพียงแต่คนที่อยู่นอกโรงงานไม่ค่อยรู้จักกัน) ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องมือ 7 แบบ ได้แก่

1) ผังการไหลของกระบวนการ (Flow Process Chart) … เรานำมาใช้เพื่อดูว่า กระบวนการของเราเป็นอย่างไร ปัญหาเกิดขึ้นที่กระบวนการใดหรือพื้นที่ใด เป็นต้น

Continue reading
  116 Hits
  0 Comments
116 Hits
0 Comments

ยังไง ๆ มันก็ต้องช่วยกันคิด

ก่อนไปต่อ เรามาทบทวนกันสักหน่อยว่ามาถึงไหนกันแล้ว …

แน่นอนแหละครับว่า เราต้องเริ่มด้วยการนิยาม (Define the Problem) หรือ เขียนประโยคปัญหาออกมาให้ชัดเจน ผมก็ได้แนะนำว่า ให้ลองนำ 5W2H เข้ามาช่วยตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ … จากนั้นค่อยเอาคำตอบเหล่านั้นมาเขียนประโยคปัญหา หรือ Problem statement

จากนั้นก็เข้ามาสู่การวิเคราะห์ปัญหา (Analyzing the Problem) เราจะใช้กระบวนการในการให้เหตุผลแบบ Deductive และ Inductive เพื่อวิ่งไปสู่สาเหตุของปัญหา ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ย้อมต้องการข้อมูล ข้อเท็จจริงเข้ามาทำการสนับสนุน

การจะได้มาซึ่งข้อมูลอันเป็นข้อเท็จจริงนั้น เราก็จะอาศัยเทคนิค 5G เพื่อลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่เกิดปัญหา ไปดูสิ่งที่เป็นปัญหา และดูในขณะที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเป็นไปตามความเป็นจริง การจะคิดพิจารณาใด ๆ ก็ต้องมีทฤษฏี หรือ หลักการรองรับ และพิจารณาถึงกฏเกณฑ์และระเบียบปฏิบัติด้วย

Continue reading
  90 Hits
  0 Comments
90 Hits
0 Comments

5G กับ การเก็บข้อมูล

บล็อกที่แล้ว การทำ Deductive หรือ Inductive นั้น เราก็ต้องไปหาข้อมูล ข้อเท็จจริง มาอ้างอิงเพื่อหาข้อสรุป ... ทีนี้การหาข้อเท็จจริงนั้น เราก็ต้องไปลงไปในพื้นที่ที่เกิดปัญหา เพื่อรวบรวมข้อมูลนะครับ ไม่ใช่เอาข้อมูลที่ผู้อื่นจัดเตรียมไว้ให้ ... แนวทางที่ผมมักนำมาใช้ก็คือ 5G ครับ

ต้องบอกกล่าวกันเอาไว้ก่อนว่า เทคนิค 5G นั้นเป็นกิจกรรมที่จำเป็นที่ต้องทำในเรื่องการสร้างคุณภาพในโรงงาน เพราะเมื่อมีปัญหาหรือพบสิ่งใดผิดปกติเราจะต้องไปหาค้นหาเหตุมาวิเคราะห์ทุกครั้ง และเพื่อไม่ให้เกิดการจัดฉากของข้อมูลเกิดขึ้น เราจะต้องลงไปในพื้นที่ที่เกิดปัญหาเพื่อเก็บข้อมูลในพื้นที่จริง ดังนั้นการตัดสินใจใด ๆ ในการแก้ปัญหาจึงอิงอยู่กับข้อเท็จจริงที่เราได้มา … เราจะไม่ใช้ข้อมูลที่ผู้อื่นจัดเตรียมมาให้ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยน แก้ไข ข้อมูลให้ผิดออกไปจากเดิมก็เป็นได้ 

ตัว G นั้นก็นำมาจากอักษรตัวแรกของหัวข้อทั้ง 5 ก็เลยเรียกสั้น ๆ ว่า 5G อันได้แก่:

Genba หมายถึง เราต้องไปยังพื้นที่ที่เกิดปัญหาจริง

Genbutsu หมายถึง เราต้องดูของจริง หรือ ชิ้นงานที่เกิดปัญหาจริง

Continue reading
  101 Hits
  0 Comments
101 Hits
0 Comments

สมมติฐานและการยืนยัน

จากบล็อกที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการหาสาเหตุของปัญหาในเชิงใช้การให้เหตุผลเข้ามาช่วยในการตัดสินใจ ที่มันเป็นเพียงการหาสาเหตุก็เพราะมันไม่ได้กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาเลย มันจบที่การยืนยันถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นเท่านั้น … วิธีการแก้ปัญหา มันก็ต้องว่ากันอีกที

และในการแก้ปัญหานั้น เรามักจะเริ่มด้วยแบบ Deductive Reasoning ดังรูปข้างล่าง (ขอนำมาแสดงอีกครั้ง)

การตั้งสมมติฐานนั้น มันจะไปอิงอยู่กับตัวความรู้ หรือ หลักการ หรือ ประสบการณ์ ที่มีอยู่ในตัวผู้แก้ปัญหาด้วย ผมจึงขอเน้นว่า … ความรู้ หลักการ หรือ ประสบการณ์นั้น ต้องเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทฤษฏีนะครับ

Continue reading
  95 Hits
  0 Comments
95 Hits
0 Comments

ข้อมูลตัดสินใจเองไม่ได้ เราคือผู้ตัดสินใจ

ผมต้องไปต่างจังหวัดสัก 2 – 3 วัน โดยเดินทางตั้งแต่วันอาทิตย์เช้ามืด และไม่สะดวกที่จะนำคอมพิวเตอร์ไปด้วย ทำให้ผมไม่สามารถ Post วันจันทร์ได้ … ผมของ Post ล่วงหน้าก็แล้วกัน (เย็นวันเสาร์)  

บล็อกที่แล้ว เราพูดกันถึงเรื่องข้อมูลและเครื่องมือที่นำมาใช้ช่วยวิเคราะห์ปัญหา (หรือ แก้ปัญหา) … แต่การให้เหตุ ให้ผล (เมื่อจากการนำข้อมูลมาใช้) ว่านั่นคือปัญหา นี่คือสาเหตุ ก็คือตัวเรานั่นเอง

เมื่อกล่าวโดยทั่วไปแล้ว กรอบความคิดในการแก้ปัญหาของเรามักจะเป็นแบบนิรนัย หรือ แบบอนุมาน (Deductive Reasoning) หรือ การให้เหตุผลจากบนลงล่าง (top-down logic) เป็นการนำความรู้พื้นฐานซึ่งอาจเป็นกฎ ข้อตกลง ความเชื่อ หรือบทนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้มาก่อน และยอมรับว่าเป็นความจริงเพื่อหาเหตุผลนำไปสู่ข้อสรุป เป็นการอ้างเหตุผลที่มีข้อสรุปตามเนื้อหาสาระที่อยู่ภายในขอบเขตของข้ออ้างที่กำหนด

เพื่อความเข้าใจ … ผมมีรูปสามเหลี่ยมมุมฉากดังรูปด้านล่าง โดยมีมุม B = 60 องศา และ มีมุม C = 90 องศา คำถามก็คือ มุม A มีค่าเท่าใด ….

Continue reading
  128 Hits
  0 Comments
128 Hits
0 Comments

ข้อมูลกับเครื่องมือ

บล็อกที่แล้ว ผมได้เล่ากระบวนการแก้ปัญหาให้อ่านกันสองแบบ … แบบหนึ่งก็เรียกว่าแบบทั่ว ๆ ไป เพราะสามารถใช้ได้ทุกแห่ง ส่วนอีกแบบหนึ่ง (8D) ก็มักจะใช้ในโรงงานเป็นส่วนมาก … ก่อนไปต่อ ผมขอเน้นเข้าใจไปทางเดียวกันสักหน่อยว่า เครื่องมือที่เราจะคุยกันต่อไปอีกยาวนั้น ส่วนมากมันจะเอามาใช้ในส่วนที่แสดงเอาไว้ดังรูปด้านล่าง

เรื่องการนิยามปัญหานั้น เราก็ได้คุยกันมาแล้ว โดยผมก็แนะนำให้ใช้ 5W2H เข้ามาช่วยเป็นกรอบในการขียน

ส่วนต่อมาก็คือการวิเคราะห์ปัญหา … ตรงนี้มันต้องมีการเก็บข้อมูลและอาศัยเครื่องมือเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อสาวไปถึงสาเหตุระดับรากหญ้า หรือ Root Cause

เรื่องที่ควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นก็คือ ข้อมูลที่เราต้องไปหามานั้น มันย่อมมีทั้งในแบบที่เป็นตัวเลข (quantitative data) และ ไม่เป็นตัวเลข (qualitative data) (เช่น เวลาเราออกไปสัมภาษณ์ลูกค้า เรามักจะได้ข้อมูลในเชิงคำพูด (Verbal data)) ถ้าเราเขียนออกมาจะได้ดังรูปด้านล่าง

Continue reading
  103 Hits
  0 Comments
103 Hits
0 Comments

กระบวนการแก้ปัญหา (Problem Solving Process)

มีผู้ให้อธิบายถึงการแก้ปัญหาเอาไว้หลายแบบด้วยกัน ผมขอยกกรรมวิธีในการแก้ปัญหาที่เขียนไว้ใน Wikipedia ขึ้นมาดูกันสักหน่อยนะครับ เขาเขียนเอาไว้ว่า

Problem solving consists of using generic or ad hoc methods, in an orderly manner, for finding solutions to problems.

หรือ

การแก้ปัญหา (Problem solving) ประกอบด้วยการใช้วิธีการทั่วไป หรือ วิธีการเฉพาะ ซึ่งมีลักษณะเป็นขั้นเป็นตอนเรียงกันไป เพื่อหาคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้น

สังเกตไหมครับ การแก้ปัญหานั้นมีทั้งวิธีการที่ใช้กันแบบทั่ว ๆ ไปที่นิยมทำกัน หรือ วิธีการเฉพาะ (เช่น การแยกสารเคมีเพื่อดูองค์ประกอบ ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะด้าน)

Continue reading
  108 Hits
  0 Comments
108 Hits
0 Comments

ง่ายก็มี … กลาง ๆ ก็มี … ยากก็มี

เรามาดูการสาวจากปราการณ์ไปสู่สาเหตุรากเหง้ากันสักหน่อย …

เรื่องบางเรื่องแค่มอง แค่จับ ก็รู้แล้ว เช่น ยางรถยนต์แบน เราก้มลงสำรวจดู ก็มองเห็นโดนตะปูตำคาโด่เด่อยู่ … แบบนี้ก็ง่ายใช่ไหมครับ … ถาม “ทำไม” หรือ “Why” ครั้งเดียวก็ได้แล้ว เพราะมันเป็นแค่ Single Cause ผมสามารถเขียนรูปได้ดังนี้

แบบนี้ก็ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือความมานะพยายามอะไรมากนัก … มันก็เหมือนผลไม้ที่ล่วงจากต้นมากองอยู่บนพื้นดิน เราก็แค่มองแล้วก็ก้มเก็บเอาไปกินเท่านั้น (คือมองก็เห็นสาเหตุแล้ว และก็แ้ได้ทันที)

แต่ปัญหาบางเรื่องกว่าจะเจอสาเหตุที่แท้จริงได้ เราก็ต้องถาม “ทำไม” หรือ “Why” ต่อเนื่องไปหลายครั้ง ดังตัวอย่างของ 5Why ในบล็อกที่แล้วนั่นเอง ปัญหาแบบนี้เราต้องสาวผ่านสาเหตุไปหลายสาเหตุ (multiple causes) (ซึ่งก็คือการสาวดู Intermediate cause แล้วก็ข้ามไป) เพื่อสาวไปให้ถึงสาเหตุรากเหง้าที่ปลาวสุด การสาวไปนี้มันจะสาวไปต่อเนื่องในทิศทางเดียว (single path) … มันเหมือนสาวเชือกเส้นเดียวต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ

Continue reading
  110 Hits
  0 Comments
110 Hits
0 Comments

เริ่มด้วย “ทำไม (Why)”

จากบล็อกที่แล้ว … พอเรามองเห็นยางรถยนต์ของเราแบน คำถามแรกที่เราเริ่มถามเพื่อหาสาเหตุก็คือ “ทำไม” หรือ “Why” เช่น อ้าว … ทำไมยางแบนว่ะ … แล้วเราก็มองเห็นตะปูปักคายางโด่เด่อยู่ … เราก็ตอบได้ว่า “อ้อ … เพราะว่า (Because) โดนตะปูตำเข้าให้แล้ว

ถ้าจัดรูปให้เป็นประโยค ก็จะได้ว่า ... ทำไม (Why) ยางรถจึงแบน ก็เพราะว่า (Because) โดนตะปูตำ

นั่นหมายความว่า เราใช้คำถาม “ทำไม หรือ  Why” เพื่อสาวจาก Effect (ยางแบน) ไปหา Cause (โดนตะปูตำ) นั่นเอง

มันก็เสมือนการกลับทิศลูกศรในรูป Cause and Effect ที่แสดงเอาไว้ในบล็อกที่แล้วนั่นแหละครับ

Continue reading
  124 Hits
  0 Comments
124 Hits
0 Comments